2007/Jun/09

credits:GMM Grammy

เนื้อเพลงให้ฉันลืมเธอ

ในวันนี้ เธอบอกฉันให้ลืม ให้จบความรัก หยุดจากความฝัน
พูดง่ายดาย แต่หัวใจมันรับไม่ทัน คำนั้นที่เธอบอกกับฉัน

* ให้ฉันลืมเธอได้ไง ภาพเราเคยรักกันนาน ตราตรึงในหัวใจ
ให้ฉันลืมเธอได้ไง ไม่อยากมีน้ำตา โปรดเธอคืนย้อนมา (เถอะ)

คำหนึ่งคำบาดลึกใจฉัน ขอเถอะขอที ไม่อยากให้รักเราจบลง
พูดง่ายดาย แต่หัวใจมันรับไม่ทัน คำนั้นที่เธอบอกกับฉัน

(ซ้ำ *)

เธอ รักที่มีทำไมเปลี่ยนไป ขอเธออย่าจากไป
ขอโทษในสิ่งที่ฉันทำผ่านไป
ลองนึกถึงวันเก่า ที่เราเคยรักกัน
สายตามอง สองกายแนบชิด ไม่คิดที่จะเปลี่ยนไป
เพราะสิ่งใดใจเธอเปลี่ยนไป หรือเธอสับสน

(ซ้ำ *,*)
credits: นัน
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ไม่รักกันแล้วไม่เป็นรัย...................แต่จะให้ลืมเธอนั้นไม่มีวัน
#501  by  pupang........ (58.10.219.237) At 2007-12-07 15:15, 
เพลงโครตเพราะ แสด
#502  by  ธีรพงศ์ (118.175.82.33) At 2007-12-07 18:06, 
080-1897006sad smile sad smile
#503  by  โอปอ (222.123.229.102) At 2007-12-07 21:01, 
ชอบพี่วงนี้มาก
#504  by  แมว (203.150.102.112) At 2007-12-08 09:13, 
ในวันนี้ เธอบอกฉันให้ลืม ให้จบความรัก หยุดจากความฝัน
พูดง่ายดาย แต่หัวใจมันรับไม่ทัน คำนั้นที่เธอบอกกับฉัน

* ให้ฉันลืมเธอได้ไง ภาพเราเคยรักกันนาน ตราตรึงในหัวใจ
ให้ฉันลืมเธอได้ไง ไม่อยากมีน้ำตา โปรดเธอคืนย้อนมา (เถอะ)

คำหนึ่งคำบาดลึกใจฉัน ขอเถอะขอที ไม่อยากให้รักเราจบลง
พูดง่ายดาย แต่หัวใจมันรับไม่ทัน คำนั้นที่เธอบอกกับฉัน

(ซ้ำ *)

เธอ รักที่มีทำไมเปลี่ยนไป ขอเธออย่าจากไป
ขอโทษในสิ่งที่ฉันทำผ่านไป
ลองนึกถึงวันเก่า ที่เราเคยรักกัน
สายตามอง สองกายแนบชิด ไม่คิดที่จะเปลี่ยนไป
เพราะสิ่งใดใจเธอเปลี่ยนไป หรือเธอสับสน

(ซ้ำ *,*)

#505  by  หุหุ (58.9.96.215) At 2007-12-08 10:16, 
โดนตุเต็มๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
#506  by  tnwar (124.120.167.133) At 2007-12-08 12:01, 
ชอบมากฮุฮุbig smile big smile big smile confused smile
#507  by   (125.27.173.90) At 2007-12-08 12:13, 
#508  by  555+ (125.27.90.159) At 2007-12-08 12:15, 
ควยสัสควยสัสควย
#509  by  55+5+5+5+ (125.27.90.159) At 2007-12-08 12:22, 
big smile open-mounthed smile open-mounthed smile sad smile angry smile tongue question embarrassed surprised smile wink double wink cry
#510  by  . (116.58.227.251) At 2007-12-08 13:23, 
ในวันนี้ เธอบอกฉันให้ลืม ให้จบความรัก หยุดจากความฝัน
พูดง่ายดาย แต่หัวใจมันรับไม่ทัน คำนั้นที่เธอบอกกับฉัน

* ให้ฉันลืมเธอได้ไง ภาพเราเคยรักกันนาน ตราตรึงในหัวใจ
ให้ฉันลืมเธอได้ไง ไม่อยากมีน้ำตา โปรดเธอคืนย้อนมา (เถอะ)

คำหนึ่งคำบาดลึกใจฉัน ขอเถอะขอที ไม่อยากให้รักเราจบลง
พูดง่ายดาย แต่หัวใจมันรับไม่ทัน คำนั้นที่เธอบอกกับฉัน

(ซ้ำ *)

เธอ รักที่มีทำไมเปลี่ยนไป ขอเธออย่าจากไป
ขอโทษในสิ่งที่ฉันทำผ่านไป
ลองนึกถึงวันเก่า ที่เราเคยรักกัน
สายตามอง สองกายแนบชิด ไม่คิดที่จะเปลี่ยนไป
เพราะสิ่งใดใจเธอเปลี่ยนไป หรือเธอสับสน

(ซ้ำ *,*)

อิอิsad smile sad smile sad smile
#511  by  มิ้น (116.58.227.251) At 2007-12-08 13:25, 
ไง
#512  by   (61.7.167.207) At 2007-12-08 15:12, 
#513  by   (222.123.12.243) At 2007-12-08 15:56, 
ชอบเรดโทรเสปคมากครับ
#514  by  นพฏล เกตุแก้ว (117.47.182.108) At 2007-12-08 16:00, 
พี่แนปเท่จังครับพี่บอมด้วย
#515  by  ดน สุราษธานี (117.47.182.108) At 2007-12-08 16:02, 


ชอบเพลงนี้มากจากจัย
#516  by  แจนนี่ (58.8.3.12) At 2007-12-08 16:15, 
double wink angry smile angry smile angry smile angry smile
#517  by   (222.123.218.114) At 2007-12-08 16:24, 
ผมชอบเพลงขอเรทโททุกเพลงเลยคับ
#518  by  กุ้งเชียงใหม่คับ (222.123.82.81) At 2007-12-08 16:49, 
ดีคับผมชื่อโปเต้
#519  by  สุดหล่อ (125.25.96.129) At 2007-12-08 17:48, 
ชอบมากเลยกุคนที่เท่าไรวะ
#520  by  เสร็ดเป็ด (58.10.96.222) At 2007-12-08 18:36, 
(ซ้ำ *) (ซ้ำ *) (ซ้ำ *) (ซ้ำ *) ((ซ้ำ *) ซ้ำ *) (ซ้ำ *) (ซ้ำ *) (ซ้ำ *) (ซ้ำ *) sad smile
#521  by   (222.123.70.239) At 2007-12-08 20:54, 
มันสุดยอดbig smile big smile big smile big smile big smile
#522  by  g0 (61.7.131.4) At 2007-12-08 20:57, 
ชอบเพลงเกินคำว่ารักมาก
#523  by  ลีน่า (117.47.105.4) At 2007-12-08 20:59, 
ใครแต่งนิ เพราะโคตรๆๆ555
#524  by  คนน่านล้านนา (117.47.24.145) At 2007-12-08 23:51, 
ทิ ดากด้ว้เวด้น้ด้ด่รดะดรนาดารนะตดาสเร่ะสส่เดาเรสาtongue question
#525  by  เจไฟตี้ (125.24.98.161) At 2007-12-09 06:59, 
เพราะโดนใจมากเพราะเพิ่งอกหักมาหลังจากเธอคืนของที่กุให้
#526  by  Play Boy แม็กT_T (203.113.45.198) At 2007-12-09 07:26, 
#527  by  ด.ช. ธนพล (222.123.116.240) At 2007-12-09 08:46, 
ให้ช้านลืมเธอได้ไง .I. -........- .I.
#528  by  หุหุ (58.9.235.51) At 2007-12-09 10:48, 
ชอบเพลงนี้มากคาbig smile open-mounthed smile confused smile question surprised smile double wink cry
#529  by  กิ๊ฟ (125.27.207.177) At 2007-12-09 13:42, 
ช่ายให้ฉันลืมเทอได้ไงหละก็เราเลยรักกันไม่ใช่หรอตัวเองT^T
#530  by  มนุษย์ (203.158.177.3) At 2007-12-09 16:45, 
ไดไดได
#531  by  ๆดกไพ (58.8.98.156) At 2007-12-09 19:10, 
เพลงโดนใจกุมากเลย
#532  by  สาวกเรโท!!!! (203.113.45.198) At 2007-12-09 20:58, 
เพลงนี้มันอาจจาทำให้คนที่เรารักใจอ่อนให้เราได้บ้างนะหะ
#533  by  JuN_KK (61.7.172.152) At 2007-12-10 10:46, 
#534  by   (124.120.8.182) At 2007-12-10 10:46, 
อิอิ
#535  by   (222.123.148.77) At 2007-12-10 10:51, 
#536  by  กกกกก (203.156.80.49) At 2007-12-10 11:30, 


๑. เป็นวิธีบรรเลงเครื่องดนตรีประเภทตี (เช่น ระนาด ฆ้องวง) อย่างหนึ่ง ซึ่งใช้วิธีตี ๒ มือสลับกันถี่ ๆ เหมือนรัวเสียงเดียว หากแต่วิธีตีที่เรียกว่า "กรอ" นี้ มือทั้งสองมิได้ตีอยูที่ลูกเดียวกัน โดยปรกติมักจะตีเป็นคู่ ๒ คู่ ๓ คู่ ๔-๕-๖ และ ๘ ฯลฯ

๒. เป็นคำเรียกทางของการดำเนินทำนองเพลงอย่างหนึ่ง ที่ดำเนินไปโดยใช้เสียงยาว ๆ ช้า ๆ เพลงที่ดำเนินทำนองอย่างนี้เรียกว่า "ทางกรอ" ที่เรียกว่าอย่างนี้ ก็ด้วยเหตุเพลงที่มีเสียงยาว ๆ นั้น เครื่องดนตรีประเภทตีไม่สามารถจะทำเสียงให้ยาวได้ จึงต้องกรอ ให้ได้ความยาวเท่ากับความประสงค์ของทำนองเพลง

--------------------------------------------------------------------------------

กรอด

เป็นคำเรียกการตีเครื่องดนตรีวิธีหนึ่ง ที่เมื่อขณะตีลงไปทำให้ไม้ตีสั่นสะเทือนไปทั้งตัว และกดให้เสียงขาดไป

อธิบาย : การตีที่เรียกว่ากรอดนี้ ก็คือทำเสียงเครื่องดนตรีนั้นให้ดังคล้ายคำพูดที่ว่า "กรอด" ซึ่งเป็นวิธีใช้ของฆ้องวงใหญ่และฆ้องวงเล็กโดยมาก เครื่องดนตรีชนิดอื่นก็มีใช้บ้างเพียงเล็กน้อย

--------------------------------------------------------------------------------

กวาด

คือ วิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งของเครื่องดนตรีประเภทตี (เช่น ระนาด ฆ้องวง) โดยใช้ไม้ตีลากไปบนเครื่องดนตรี (ลูกระนาดหรือลูกฆ้อง) ซึ่งมีกิริยาอย่างเดียวกับใช้ไม้กวาดกวาดผง การกวาดนี้จะกวาดจากเสียงสูงมาหาเสียงต่ำ หรือจากเสียงต่ำไปหาเสียงสูงก็ได้

--------------------------------------------------------------------------------

เก็บ

ได้แก่การบรรเลงที่เพิ่มเติมเสียงสอดแทรกแซงให้มีพยางค์ถี่ขึ้นกว่าเนื้อเพลงธรรมดา ถ้าจะเขียนเป็นโน้ตสากลในจังหวะ 2/4 ก็จะเป็นจังหวะละ 4 ตัว ห้องละ 8 ตัว (ขะเบ็ด 2 ชั้นทั้ง 8 ตัว)

อธิบาย : การบรรเลงที่เรียกว่าเก็บนี้ เป็นวิธีการบรรเลงของระนาดเอกและฆ้องวงเล็ก ส่วนเครื่องดนตรีอื่น ๆ ใช้เป็นตอน ๆ ตัวอย่างโน้ต “เก็บ” รวมบันทึกเปรียบเทียบไว้กับ “สะบัด” (ดูคำว่าสะบัด)

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ข ::

ขยี้

เป็นการบรรเลงที่เพิ่มเติมเสียงแทรกแซงให้มีพยางค์ถี่ขึ้นไปจาก “เก็บ” อีก 1 เท่า ถ้าจะเขียนเป็นโน้ตสากลในจังหวะ 2/4 ก็จะเป็นจังหวะละ 8 ตัว ห้องละ 16 ตัว (ขะเบ็ด 3 ชั้น ทั้ง 16 ตัว)

อธิบาย : การบรรเลงที่เรียกว่าขยี้นี้ จะบรรเลงตลอดทั้งประโยคของเพลง หรือจะบรรเลงสั้นยาวเพียงใด แล้วแต่ผู้บรรเลงจะเห็นสมควร วิธีบรรเลงอย่างนี้ บางท่านก็เรียกว่า “เก็บ 6 ชั้น” ซึ่งถ้าจะพิจารณาถึงหลักการกำหนดอัตรา (2 ชั้น 3 ชั้น) แล้วคำว่า 6 ชั้นดูจะไม่สู้ถูกต้อง ตัวอย่างโน้ต “ขยี้” รวมบันทึกเปรียบเทียบไว้กับ “สะบัด” (ดูคำว่าสะบัด)

--------------------------------------------------------------------------------

ขับ

คือ การเปล่งเสียงออกไปอย่างเดียวกับร้อง (ดูคำว่าร้อง) แต่การขับมักใช้ในทำนองที่มีความยาวไม่แน่นอน การเดินทำนองเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น และถือถ้อยคำเป็นสำคัญ ทำนองต้องน้อมเข้าหาถ้อยคำ เช่น ขับเสภา เป็นต้น การขับกับร้องมีวิธีการที่คล้ายคลึงและมักจะระคนปนกันอยู่ จึงมักจะเรียกรวม ๆ กันว่า “ขับร้อง”

--------------------------------------------------------------------------------

ไขว้

อธิบาย : โดยปรกติการตีเครื่องดนตรีทุก ๆ อย่าง มือซ้ายย่อมอยู่ทางเสียงต่ำ และมือขวาอยู่ทางเสียงสูง เพราะฉะนั้นเมื่อต้องการให้มือขวาตีลูกที่มีเสียงต่ำกว่าที่มือซ้ายตีอยู่ ก็ต้องใช้มือขวาไขว้ข้ามมาตีหรือโดยตรงกันข้าม ต้องการให้มือซ้ายตีลูกที่มีเสียงสูงกว่าที่มือขวาตีอยู่ ก็ต้องใช้มือซ้ายไขว้ข้ามมือขวาไปตี วิธีตีเครื่องดนตรีที่เรียกว่า “ไขว้” นี้ใช้เป็นประจำกับการบรรเลงเดี่ยวของฆ้องวงใหญ่และฆ้องวงเล็ก ส่วนเครื่องดนตรีชนิดอื่น เช่น ระนาดเอก ก็มีใช้อยู่บ้างในบางโอกาส

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ค ::

ครวญ

เป็นวิธีร้องอย่างหนึ่งซึ่งสอดแทรกเสียงเอื้อนยาว ๆ ให้มีสำเนียงครวญคร่ำรำพัน และเสียงเอื้อนที่สอดแทรกนี้มักจะขยายให้ทำนองเพลงยาวออกไปจากปรกติ

อธิบาย : เพลงที่จะแทรกทำนองครวญเข้ามานี้ ใช้เฉพาะแต่เพลงที่แสดงอารมณ์โศกเศร้า เช่น เพลงโอ้ปี่ และเพลงร่าย (ในบทโศก) เป็นต้น และบทร้องที่จะร้องทำนองครวญก็จะต้องเป็นคำกลอนสุดท้ายของบทนั้น ซึ่งเมื่อร้องจบคำนี้แล้ว ปี่พาทย์ก็จะบรรเลงเพลงโอดประกอบกิริยาร้องไห้ติดต่อกันไป

--------------------------------------------------------------------------------

คร่อม

คือ การบรรเลงทำนองหรือบรรเลงเครื่องประกอบจังหวะหรือร้องดำเนินไปโดยไม่ต้องตรงกับจังหวะที่ถูกต้อง เสียงที่ควรจะตกลงตรงจังหวะกลายเป็นตกลงในระหว่างจังหวะ ซึ่งกระทำไปโดยไม่มีเจตนา และถือว่าเป็นการกระทำที่ผิด เรียกอย่างเต็มว่า “คร่อมจังหวะ”หากเขียนเป็นภาพเปรียบเทียบการบรรเลงถูกจังหวะกับคร่อมจังหวะก็จะเป็นดังนี้

--------------------------------------------------------------------------------

ครั่น

เป็นวิธีที่ทำให้เสียงสะดุดสะเทือนเพื่อความไพเราะเหมาะสมกับทำนองเพลงบางตอน

อธิบาย : การทำเสียงให้สะดุดและสะเทือนที่เรียกว่าครั่นนี้ใช้เฉพาะกับการขับร้อง หรือเครื่องดนตรีประเภทเป่า เช่น ปี่ ขลุ่ย และเครื่องดนตรีประเภทสี เช่น ซอต่าง ๆ เท่านั้น การขับร้องครั่นด้วยคอ เครื่องดนตรีประเภทเป่า ครั่นด้วยลมจากลำคอ และเครื่องดนตรีประเภทสีครั่นด้วยคันสี (หรือคัดชัก)

--------------------------------------------------------------------------------

ครึ่งชั้น

เป็นคำที่บัญญัติกันขึ้นใหม่ โดยใช้เรียกอัตราของเพลงที่ได้ตัดลงจากเพลงอัตราชั้นเดียวอีกครั้งหนึ่ง (ดูคำว่าชั้นเดียว) ซึ่งมีส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของชั้นเดียว

อธิบาย : การเรียกอัตราเพลงว่า ชั้นเดียว 2 ชั้น และ 3 ชั้นนั้น เรียกตามชั้นที่แต่งขึ้น แม้ทุก ๆ ชั้น จะแต่งขึ้นโดยทวีคูณ ก็มิได้เรียกเป็น 1 ชั้น 2 ชั้น และ 4 ชั้น ตามส่วนของเลขคณิต เมื่อมามีเพลงที่ตัดลงครึ่งหนึ่งจากเพลงชั้นเดียว ก็ไม่มีทางว่าจะเรียนอัตรานี้เป็นอย่างอื่นได้ นอกจากเรียกว่า “ครั้งชั้น” และก็เป็นที่ยอมรับเรียกกันอยู่ในวงการดนตรีไทยโดยทั่วไปแล้ว

--------------------------------------------------------------------------------

คลอ

เป็นการบรรเลงดนตรีไปพร้อม ๆ กับการร้องเพลง โดยดำเนินทำนองเป็นอย่างเดียวกัน คือบรรเลงไปตามทางร้อง เช่น ซอสามสายสีคลอไปกับเสียงร้องเป็นต้น เปรียบเทียบก็เหมือนคน 2 คน เดินคลอกันไป

--------------------------------------------------------------------------------

ควง

หมายถึง การปฏิบัติอย่างหนึ่งของเครื่องดนตรีจำพวกที่ใช้นิ้วเช่น ปี่ ขลุ่ย และซอต่าง ๆ โดยทำให้เกิดเสียงเป็นเสียงเดียวกัน แต่ใช้นิ้วไม่เหมือนกัน และจะต้องทำเสียงที่ใช้นิ้วคนละอย่างนั้นติดต่อกัน ตั้งแต่ 2 พยางค์ขึ้นไป วิธีเช่นนี้บางทีก็เรียกกว่า “ควงนิ้ว”

อธิบาย : วิธีที่ใช้นิ้วคนละอย่าง แต่เกิดเสียงสูงต่ำเป็นระดับเดียวกัน ที่เรียกว่า “ควง” หรือ “ควงนิ้ว” นี้ คือ ปิด-เปิดนิ้ว อย่างที่ปฏิบัติอยู่เป็นปรกติครั้งหนึ่ง แล้วปิดเปิดนิ้วให้ผิดไปจากปรกติ แต่ให้เกิดเสียงเป็นระดับเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง ถ้าจะเปรียบกับเสียงพูดก็เหมือนกับเสียงที่เราพูดว่า “ฮือ – ฮอ” ซึ่งเป็นเสียงระดับเดียวกัน แต่เป็นคนละสระ และที่จะเรียกว่าควงหรือควงนิ้วได้ ก็ต้องทำเสียงซึ่งใช้นิ้วคนละอย่างนั้นติดต่อกัน อาจเพียงอย่างละพยางค์เดียว (ฮือ – ฮอ) หรือสลับกันหลาย ๆ พยางค์ (ฮือ – ฮอ – ฮือ – ฮอ – ฮือ – ฮอ) ก็ได้ แต่ถ้าทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงเสียงเดียวจะเรียกว่า “ควง” ไม่ได้

--------------------------------------------------------------------------------

คาบลูกคาบดอก

เป็นคำเรียกวิธีดำเนินทำนองเพลงแบบหนึ่งที่ปฏิบัติพลิกแพลงให้มีวิธีบรรเลงเป็น 2 อย่างสลับกัน โดยปรกติใช้เรียกทางเดี่ยวของระนาดเอกที่มีทั้ง “เก็บ” และ “รัว” (เป็นทำนอง) สลับกัน

อธิบาย : ที่เรียกว่า คาบลูกคาบดอก ก็เป็นการสมมุติว่า “เก็บ” นั้นเป็นลูก และ “รัว” เป็นดอก เมื่อบรรเลงโดยใช้วิธีทั้ง 2 อย่างสลับกันจึงเป็นคาบลูกคาบดอก

--------------------------------------------------------------------------------

คู่

หมายถึง 2 เสียง และเสียงทั้ง 2 นี้ อาจบรรเลงให้ดังพร้อมกันก็ได้ หรือดังคนละทีก็ได้ เสียงทั้ง 2 นี้ห่างกันเท่าใดก็เรียกว่าคู่เท่านั้น แต่การรับจะต้องนับเสียงที่ดังทั้ง 2 รวมอยู่ด้วย สมมุติว่าเสียงหนึ่งอยู่ที่อักษร บ. อีกเสียงหนึ่งอยู่ที่อักษร พ. การนับก็ต้องนับ 1 บ. 2 ป. 3 ผ. 4 ฝ. และ 5 พ. คู่เช่นนี้ก็ต้องเรียกว่า “คู่ 5”

--------------------------------------------------------------------------------

เคล้า

เป็นการบรรเลงดนตรีไปพร้อม ๆ กับการร้องเพลง (เช่นเดียวกับคลอ ดูคำว่าคลอ) โดยเพลงเดียวกัน แต่ต่างก็ดำเนินทำนองไปตามทางของตน คือ ร้องก็ดำเนินไปตามทางร้อง ดนตรีก็ดำเนินไปตามทางดนตรี ยึดถือแต่เนื้อเพลง จังหวะและเสียงที่ตกจังหวะ (หน้าทับ) เท่านั้น เช่น การร้องเพลงทะแย 2 ชั้น ในตับพรหมาสตร์ที่มีบทว่า “ช้างเอยช้างนิมิต เหมือนไม่ผิดช้างมัฆวาน ฯลฯ” ซึ่งคนร้องดำเนินทำนองไปอย่างหนึ่ง ดนตรีก็ดำเนินทำนองไปอีกอย่างหนึ่ง แต่ก็เป็นเพลงทะแยที่ร้องและบรรเลงไปพร้อม ๆ กัน เทียบได้กับการคลุกเคล้าปรุงรสอาหารให้รสเปรี้ยวเค็มเข้าผสมผสานกันให้โอกาส วิธีการเช่นนี้บางท่านก็เรียกว่า “คลอ”

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด จ ::

จน

หมายถึง การที่นักดนตรีบรรเลงเพลงอันถูกต้องที่เขาประสงค์ไม่ได้

อธิบาย : เพลงที่นักดนตรีจำจะต้องบรรเลงให้ถูกต้องตามความประสงค์นั้น มีอยู่หลายอย่าง เป็นต้นว่า นักร้องเขาร้องส่งเพลงอะไร นักดนตรีก็ต้องบรรเลงรับด้วยเพลงนั้น หรือเมื่อคนพากย์ เจรจา หรือคนบอกบท เขาบอกให้บรรเลงเพลงหน้าพาทย์อะไร นักดนตรีก็ต้องบรรเลงเพลงนั้น ถ้าหากนักดนตรีบรรเลงเพลงให้ตรงกับที่นักร้องเขาร้องไม่ได้ หรือบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ตามที่คนพากย์ เจรจา หรือคนบอกบทเขาบอกไม่ได้จะเป็นนิ่งเงียบอยู่หรือบรรเลงไปโดยกล้อมแกล้ม หรือบรรเลงไปเป็นเพลงอื่นก็ตาม ถือว่า “จน” ทั้งสิ้น

--------------------------------------------------------------------------------

จังหวะ

หมายถึง การแบ่งส่วนย่อยของทำนองเพลง ซึ่งดำเนินไปด้วยเวลาอันสม่ำเสมอ ทุก ๆ ระยะของส่วนที่แบ่งนี้คือจังหวะ

จังหวะที่ใช้ในการดนตรีไทย แยกออกได้เป็น 3 อย่าง คือ

๑. จังหวะสามัญ หมายถึง จังหวะทั่วไปที่จะต้องยึดถือเป็นหลักสำคัญของการขับร้องและ บรรเลง แม้จะไม่มีสิ่งใดเป็นเครื่องให้สัญญาณจังหวะ ก็ต้องมีความรู้สึกอยู่ในใจตลอดเวลา จังหวะสามัญนี้อาจแบ่งซอยลงไปได้เป็นขั้น ๆ แต่ละขั้นจะใช้เวลาสั้นลงครึ่งหนึ่งเสมอไป (ยกเว้นเพลงพิเศษที่เป็นอัตราผสม เช่นเพลงจังหวะ 6/8 หรือ 9/8 เป็นต้น) และเมื่อจังหวะสั้นลงครึ่งหนึ่งจำนวนจังหวะก็มากขึ้นอีกเท่าตัว

อุทาหรณ์ : เพลงหนึ่งมี 8 จังหวะ กินเวลาบรรเลง 128 วินาที จึงเป็นจังหวะละ 16 วินาที จะซอยส่วนจังหวะลงได้ดังนี้

จังหวะละ 16 วินาที เป็นเพลง 8 จังหวะ

ถ้าจังหวะละ 8 วินาที ก็เป็นเพลง 16 จังหวะ

ถ้าจังหวะละ 4 วินาที ก็เป็นเพลง 32 จังหวะ

ถ้าจังหวะละ 2 วินาที ก็เป็นเพลง 64 จังหวะ

ถ้าจังหวะละ 1 วินาที ก็เป็นเพลง 128 จังหวะ



ผู้ขับร้องและผู้บรรเลงดนตรีจะยึดถือเอาจังหวะขนาดไหนเป็นสำคัญ ก็แล้วแต่ความเหมาะสมของลักษณะเพลงนั้น ๆ

๒. จังหวะฉิ่ง เป็นการแบ่งจังหวะด้วยเสียงที่ตีฉิ่ง เพื่อให้รู้จังหวะเบาและจังหวะหนัก โดย ปรกติฉิ่งจะตีสลับกันเป็น “ฉิ่ง” ทีหนึ่ง “ฉับ” ทีหนึ่ง ฉิ่งเป็นจังหวะเบาและฉับเป็นจังหวะหนัก ส่วนจะใช้จังหวะถี่หรือห่างอย่างไร ก็แล้วแต่ลักษณะของเพลง

เพลงพิเศษบางเพลงอาจตีแต่เสียงที่ดังฉิ่งล้วน ๆ หรือฉับล้วน ๆ ก็ได้ เพลงสำเนียงจีนหรือญวนมักตีเป็น “ฉิ่งฉิ่งฉับ” แต่นี่เป็นการแทรกเสียงฉิ่งพยางค์ที่ 2 เข้ามาอีกพยางค์หนึ่งเท่านั้นมิได้เป็นจังหวะพิเศษอย่างใด ส่วนเพลงจังหวะพิเศษ เช่น เพลงจำพวกโอ้โลม ชมตลาด และญาณี การตีฉิ่งมีจังหวะกระชั้นในตอนท้ายประโยค เพราะเป็นเพลงประเภทประโยคละ 7 จังหวะ ถ้าเทียบกับโน้ตสากลก็เป็นจังหวะ 7/4 ห้องหนึ่งมีจังหวะ 4/4 กับ 3/4 รวมกัน จังหวะหนัก (ฉับ) จะตกที่จังหวะที่ 1 กับที่ 5 ตลอดไป หรือจะเขียนเป็น 4/4 ห้องหนึ่ง ? ห้องหนึ่งสลับกันไปก็ได้ ถ้าเขียนดังนี้ จังหวะหนัก (ฉับ) ก็จะตกที่จังหวะ 1 (หน้าห้อง) ทุก ๆ ห้องและจังหวะเบา (ฉิ่ง) ก็จะตกจังหวะที่ 3 ทุกห้อง

๓. จังหวะหน้าทับ คือ การถือหน้าทับ (ดูคำว่าหน้าทับ) เป็นเกณฑ์นับจังหวะ หมายความว่า เมื่อหน้าทับตีจบไปเที่ยวหนึ่งก็นับเป็น 1 จังหวะ ตีจบไป 2 เที่ยวก็เป็น 2 จังหวะ แต่หน้าทับที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดจังหวะนี้ โดยปรกติใช้แต่หน้าทับที่เป็นประเภทของเพลงนั้น ๆ เช่น ปรบไก่ (ดูคำว่าปรบไก่) หรือสองไม้ (ดูคำว่าสองไม้) กับอัตราชั้นของเพลง เช่น 3 ชั้น 2 ชั้น และชั้นเดียว ส่วนเพลงที่มีหน้าทับพิเศษซึ่งมีความยาวมา ก็มิได้ถือเอาหน้าทับประจำเพลงเช่นนั้นมาเป็นเกณฑ์กำหนดจังหวะ เช่น เพลงตระนิมิต (2 ชั้น) ซึ่งมีหน้าทับตะโพนประจำเพลงอยู่ เวลาบรรเลงตะโพนก็จะตีหน้าทับตระ ซึ่งมีความยาวเท่ากันกับทำนองเพลง หน้าทับกับทำนองเพลงก็จะจบลงพร้อมกัน แล้วจะถือว่าเพลงตระนิมิตมีจังหวะเดียวหาได้ไม่ หากจะตรวจให้ทราบว่าเพลงตระนิมิตมีกี่จังหวะก็จะต้องใช้หน้าทับปรบไก่ 2 ชั้น เป็นเกณฑ์ตรวจสอบ เพราะเพลงตระนิมิตเป็นเพลงประเภทหน้าทับปรบไก่ เมื่อนำหน้าทับปรบไก่มาตีเข้ากับทำนองเพลงตระนิมิตก็ตะตีหน้าทับได้ 8 เที่ยว จึงเป็นอันรู้ได้ว่าเพลงตระนิมิตมี 8 จังหวะ การที่นักดนตรีพูดกันว่าเพลงนี้เท่านั้นจังหวะ เพลงนั้นเท่านั้น ก็หมายถึง การนับจังหวะหน้าทับดังกล่าวมานี้

--------------------------------------------------------------------------------

จับ

เป็นคำเรียกแทนคำว่าท่อนของเพลงเชิดนอก (ดูคำว่าท่อนและตัว)

อธิบาย : โดยปรกติเพลงเชิด เช่น เชิดใน เชิดฉิ่ง เชิดฉาน หรือเชิดจีน เรียกการแบ่งส่วนเป็นท่อนหนึ่ง ๆ ว่า “ตัว” ทั้งนั้น เพลงเชิดนอกเพลงเดียวเท่านั้น ที่เรียกการแบ่งส่วนท่อนหนึ่งว่า “จับ” ที่เป็นดังนี้ก็เนื่องมาจากการบรรเลงประกอบการแสดงหนังใหญ่ในสมัยโบราณ ในตอนที่แสดงเบิกโรงด้วยชุดจับลิงหัวค่ำ ซึ่งมีลิงขาวกับลิงดำรบกัน การแสดงหนังใหญ่ตอนนี้ ปี่จะต้องเป่าเดี่ยวเพลงเชิดนอก และเมื่อผู้เชิดหนังนำหนังที่มีภาพต่อสู้กันด้วยท่าต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่า “หนังจับ” ออกมาปี่ก็จะต้องเป่าให้เป็นเสียง “จับให้ติดตีให้ตาย” หรือ “ฉวยตัวให้ติดตีให้แทนตาย” หรืออื่น ๆ ทำนองนี้ เรียกกันว่า เป่าจับและประเพณีการแสดงหนังใหญ่ในตอนนี้ จะต้องนำหนังจับออกมา 3 ครั้ง (ครั้งหนึ่ง ๆ มีท่าต่าง ๆ กัน) ปี่ก็ต้องเป่าจับ 3 หน และถือกันเป็นแบบแผนมาว่า เพลงเชิดนอกที่บริบูรณ์จะต้องมี 3 จับ และคำเรียนท่อนหรือตัวของเพลงเชิดนอก จึงเรียนว่า “จับ” สืบมาจนปัจจุบันนี้

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ช ::

ชั้นเดียว

เป็นคำกำหนดอัตราของหน้าทับและเพลง ซึ่งมีประโยคและจังหวะหน้าทับสั้น ๆ และมักจะดำเนินจังหวะเร็ว ถ้าจะเทียบกับการบันทึกโน้ตสากล ในจังหวะหน้าทับหนึ่ง ๆ หากเป็นเพลงประเภทสองไม้ก็จะมีความยาวเท่ากับ 1 ห้องของจังหวะ 2/4 ถ้าเป็นเพลงประเภทปรบไก่ ก็จะมีความยาวเท่ากับ 2 ห้องของจังหวะ 2/4 เพลงไทยรุ่นแรกคงจะเป็นอัตราชั้นเดียวทั้งสิ้น

อุทาหรณ์ : เพลงชั้นเดียวประเภทสองไม้ เช่น เพลงที่เรียกว่า “เพลงเร็ว” ซึ่งปี่พาทย์บรรเลงประกอบโขนละคอน เพลงเร็วนั้นทั้งทำนองที่ฆ้องระนาดบรรเลง และหน้าทับที่ตะโพนตีเป็นอัตราชั้นเดียวประเภทสองไม้ทั้งสิ้น ส่วนเพลงชั้นเดียวประเภทปรบไก่ มีตัวอย่างเช่น เพลงเขมรละออองค์ชั้นเดียว เพลงหงส์ทองชั้นเดียว เป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ด ::

เดี่ยว

เป็นวิธีบรรเลงอย่างหนึ่งที่ใช้เครื่องดนตรีจำพวกดำเนินทำนอง เช่น ระนาด ฆ้อง จะเข้ ซอ บรรเลงแต่อย่างเดียว การบรรเลงเครื่องดำเนินทำนองเพียงคนเดียวที่เรียกว่า “เดี่ยว” นี้อาจมีเครื่องประกอบจังหวะ เช่น ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง โทน รำมะนาสองหน้าหรือกลองแขก บรรเลงไปด้วยก็ได้ การบรรเลงเดี่ยวอาจบรรเลงตลอดทั้งเพลงหรือแทรกอยู่ในเพลงใดเพลงหนึ่งเป็นบางตอนก็ได้

อธิบาย : การบรรเลงเดี่ยวมีความประสงค์อยู่ 3 ประการ คือ

๑. เพื่ออวดทาง คือ วิธีดำเนินทำนองของเครื่องนดตรีชนิดนั้น

๒. เพื่ออวดความแม่นยำ

๓. เพื่ออวดฝีมือ

เพราะฉะนั้น การบรรเลงที่จะเรียกได้ว่าเดี่ยว จึงมิใช่จะหมายความแคบ ๆ เพียงบรรเลงคนเดียวเท่านั้นที่จะเรียกว่าเดี่ยวได้โดยแท้จริงนั้น ทาง (การดำเนินทำนอง) ก็ควรจะให้เหมาะสมกับที่จะบรรเลงเดี่ยว เช่น มีโอดพัน หรือวิธีการโลดโผนพลิกแพลงต่าง ๆ ตามสมควรแก่เครื่องดนตรีชนิดนั้นด้วยเพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ทั้ง 3 ประการที่กล่าวมา

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ต ::

ตับ

หมายถึง เพลงหลาย ๆ เพลงนำมาร้องและบรรเลงติดต่อกันไปซึ่งแยกออกได้เป็น 2 ชนิดคือ

๑. ตับเรื่อง เพลงที่นำมารวมร้องและบรรเลงติดต่อกันนั้น มีบทร้องที่เป็นเรื่องเดียวกัน และดำเนินไปโดยลำดับ ฟังได้ติดต่อกันเป็นเรื่องราว ส่วนทำนองเพลงจะเป็นคนละอัตรา คนละประเภท หรือลักลั่นกันอย่างไรไม่ถือเป็นสำคัญ เช่น ตับนางลอย ตับนาคบาศ เป็นต้น

๒. ตับเพลงเพลงที่นำมารวมร้องและบรรเลงติดต่อกันนั้น เป็นทำนองเพลงที่อยู่ในอัตราเดียวกัน (2 ชั้น หรือ 3 ชั้น) มีสำนวนทำนองสอดคล้องติดต่อกันสนิทสนม ส่วนบทร้องจะมีเนื้อเรื่องอย่างไร เรื่องเดียวกันหรือไม่ ไม่ถือเป็นสำคัญ เช่น ตับลมพัดชายเขา ตับเพลงยาว เป็นต้น ตับเพลง นี้บางทีก็เรียกว่า “เรื่อง” เฉพาะจำพวกเรื่องมโหรี (ดูคำว่าเรื่อง)

--------------------------------------------------------------------------------

ตัว

เป็นคำที่ใช้เรียกแทนคำว่าท่อนของเพลงบางประเภท (ดูคำว่าท่อน) เพลงที่เรียก “ตัว” แทนคำว่า “ท่อน” ก็ได้แก่เพลงจำพวกตระและเชิดต่าง ๆ นอกจากเชิดนอก

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ถ ::

ถอน

คือ การบรรเลงตอนหัวต่อระหว่างที่หักจังหวะลงเท่าตัวหนึ่ง หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น แล้วลดพยางค์ของการดำเนินทำนองลงครึ่งหนึ่ง เช่น ก่อนที่จะถอนนั้นดำเนินทำนอง “เก็บ” (ดูคำว่าเก็บ) ได้จังหวะละ 8 พยางค์ เมื่อเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นไปแล้ว ก็ลดการดำเนินทำนองเก็บนั้นลงให้เหลือจังหวะละ 4 พยางค์ หัวต่อระหว่างที่ใช้ 8 พยางค์ กับ 4 พยางค์ นี้แหละเรียกว่า ถอน

--------------------------------------------------------------------------------

เถา

คือ เพลงเพลงเดียวกัน แต่มีอัตราลดหลั่นกันลงไปตามลำดับไม่น้อยกว่า 3 ขั้น นำมาร้องหรือบรรเลงติดต่อกัน

อธิบาย : หลักของการที่จะเรียกได้ว่าเป็นเถา เพลงที่มีอัตราลดหลั่นกันลงไปตามลำดับทุก ๆ ชั้นนั้นจะต้องเป็นเพลงเดียวกัน และลดหลั่นกันลงไปไม่ต่ำกว่า 3 ขั้น ทั้งจะต้องร้องหรือบรรเลงติดต่อกันโดยไม่ขาดระยะหรือมีเพลงอื่นมาแทรกแซงเช่น บรรเลงเพลงราตรีประดับดาว 3 ชั้น 2 ชั้น และชั้นเดียวติดเป็นพืดกันไป ก็เรียกว่าเพลงราตรีประดับดาวเถา เทียบได้กับการวางภาชนะอย่างใดอย่างหนึ่งเช่น ชามเบญจรงค์ชนิดเดียวกัน ซึ่งมีขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซ้อนกันไว้ตามลำดับ เราก็เรียกชามนั้นว่า เถา หรือ 3 ใบเถา

การเรียงเพลงเป็นเถานี้ ใช่ว่าจะมีแต่ใหญ่ไปหาเล็ก คือ 3 ชั้น 2 ชั้น แล้วจึงชั้นเดียว วิธีที่กลับกันคือ ชั้นเดียว 2 ชั้น แล้วจึง 3 ชั้น ก็เคยมีใช้กันบ้าง แต่เป็นกรณีพิเศษ เช่น เดี่ยวระนาดเอกเพลงพญาโศก เป็นต้น และการบรรเลงเพลงเถานั้น อาจลดหลั่นกันกว่า 3 ขั้นก็ได้ แต่ยังไม่มีผู้กระทำกันหากจะมีขึ้นก็ถือว่าไม่ผิด

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ท ::

ทวน

ก. เป็นชื่อเรียกส่วนหนึ่งของคันซอ ซึ่งแยกออกเป็นทวนบนและทวนล่าง ถ้าเป็นซออู้ หรือซอสามสาย ตั้งแต่ใต้ลูกบิดขึ้นไปจนปลายคัน เรียกว่า ทวนบน แต่ซอด้วงซึ่งคันซอตอนนี้ขึ้นไปจนสุดยอดเป็น 4 เหลี่ยม จึงเรียกว่า โขน ไม่เรียกว่าทวน เพราะมีรูปร่างคล้ายโขนท้ายเรือ และคันตอนล่างทั้งซออู้ ซอสามสาย และซอด้วง นับตั้งแต่เหนือกะโหลก (ถ้าซอดวงก็เหนือกระบอก) ซึ่งมักทำเป็นรูปบัวคว่ำและลวดลายต่าง ๆ ขึ้นไปจนถึงส่วนกลางของคัน เรียกว่า ทวนล่าง

ข. เป็นชื่อส่วนประกอบเสริมต่อของปี่ใน หรือปี่อื่น ๆ ที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ส่วนที่ เสริมต่อตอนบนสำหรับเสียบลิ้นปี่ซึ่งมักทำด้วยงา หรือไม้เนื้อแข็ง หรือวัตถุอื่น เรียกว่า ทวนบน ส่วนที่เสริมต่อตอนปลายล่าง เพื่อให้เสียงต่ำลง ซึ่งมักทำด้วยครั่งหรือขี้ผึ้ง หรือวัตถุอื่นเรียกว่า ทวนล่าง

ค. หมายถึง การร้องหรือบรรเลงซ้ำอีกครั้งหนึ่ง อาจซ้ำเพราะตอน หรือทั้งท่อน หรือตลอดทั้งเพลง เรียกว่า ทวนได้ทั้งสิ้น การร้องหรือบรรเลงซ้ำนี้ บางทีก็เรียกว่า “กลับ” (หรือกลับต้น) และบางทีก็เรียกว่า “ย้อน” (หรือย้อนต้น)

อธิบาย : โดยเฉพาะในข้อ ค. คำว่าทวนก็ดี กลับก็ดี ถ้าแปลความหมายให้ตรงกับถ้อยคำแล้วย่อมหมายถึงการถอยหลังขึ้นไปหาต้นทั้งนั้น เช่น บรรเลงเที่ยวแรกเป็น 1-2-3-4- เมื่อให้ทวนหรือกลับหรือย้อนก็ต้องเป็น 4-3-2-1 เหมือนกับคำว่า ทวนน้ำ, กลังหลัง, ย้อนทาง แต่นี่เป็นศัพท์สังคีต เป็นถ้อยคำความหมายเฉพาะวิชา จึงจะนำความหมายสามัญมาใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการร้องหรือบรรเลงที่เรียกว่า ทวน หรือกลับหรือย้อน ต้องหมายความว่า ร้องหรือบรรเลงซ้ำเช่นเดิมอีกเที่ยวหนึ่ง เที่ยวแรกเป็น 1-2-3-4 ทวน (หรือ กลับ หรือ ย้อน) อีกเที่ยวก็ต้องเป็น 1-2-3-4 เหมือนกัน แต่อาจเปลี่ยนทำนองพลิกแพลงให้ไพเราะผิดแปลกไปจากเที่ยวแรกก็ได้ เช่น การร้องเพลงร่ายประกอบการแสดงละคอน ถ้าเขาบอกว่าทวน ก็หมายความว่าต้องร้องซ้ำ 2 ครั้ง ทุก ๆ คำกลอน (หรือเฉพาะคำใดคำหนึ่ง แล้วแต่ความประสงค์)

--------------------------------------------------------------------------------

ทอด

ก. หมายถึงการผ่อนจังหวะให้ช้าลง โดยมากใช้กับการบรรเลงก่อนที่จะจบเพลงหรือจบ ท่อน เพื่อความเรียบร้อยพร้อมเพรียงเช่น ทอดให้ร้อง ก็หมายถึงผ่อนจังหวะใช้ช้าลงเพื่อสะดวกแก่การร้อง

ข. หมายถึงการร้องเพลงละคอนอย่างหนึ่ง เช่น เพลงร่าย หรือเพลงชมตลาด เป็นต้น ในตอนที่จะหยุดให้เจรจา การร้องนี้จะต้องแทรกเอื้อน (ดูคำว่า เอื้อน) เล็กน้อย ซึ่งมีอยู่ 2 อย่าง อย่างหนึ่งเรียกว่า “ทอดเต็ม” คือ ร้องทอดเต็มคำกลอน (2 วรรค) เช่นบทว่า

"ได้ยินแว่วเสียงชนนี มาร้องเรียกอยู่ที่ประตูบ้าน”อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า “ทอดครึ่ง” คือร้องทอดเพียงครึ่งของคำกลอน (วรรคเดียว) วรรคแรกเท่านั้น เช่นบทว่า

"จงช่วยกันเร่งรัดจัดแจง”

--------------------------------------------------------------------------------

ท่อน

คือ กำหนดส่วนใหญ่ส่วนหนึ่ง ๆ ซึ่งแบ่งออกจากเพลง

อธิบาย : โดยปรกติเมื่อบรรเลงเพลงใดก็ตาม หากจบท่อนหนึ่ง ๆ แล้วมักจะกลับต้นบรรเลงซ้ำท่อนนั้นอีกครั้งหนึ่งที่กล่าวนี้มิใช้ว่าเพลงทุกเพลงจะต้องมีหลาย ๆ ท่อนเสมอไป บางเพลงอาจมีท่อนเดียวจบ หรือมี 2 ท่อน หรือหลาย ๆ ท่อนจึงจบก็ได้

--------------------------------------------------------------------------------

ทาง

คำนี้มีความหมายแยกได้เป็น 3 ประการ คือ

๑. หมายถึงวิธีดำเนินทำนองโดยเฉพาะของเครื่องดนตรีแต่ละอย่าง เช่น ทางระนาดเอก ทางระนาดทุ้ม และทางซอ ซึ่งแต่ละอย่างต่างก็มีวิธีดำเนินทำนองของตนแตกต่างกัน

๒. หมายถึงวิธีดำเนินทำนองของเพลงที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยเฉพาะ เช่น ทางของครู ก. ครู ข. หรือทางเดี่ยว และทางหมู่ ซึ่งแม้จะบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีอย่างเดียวกันก็ดำเนินทำนองไม่เหมือนกัน

๓. หมายถึงระดับเสียงของเพลงที่บรรเลง (Key) ซึ่งกำหนดชื่อเรียกเป็นที่หมายรู้กันทุก ๆ เสียง ดังจะจำแนกเรียงลำดับขึ้นไปทีละเสียงต่อไปนี้

ก. ทางเพียงออล่าง ; (หรือทางในลด) เรียกตามชื่อลูกฆ้องวงใหญ่ลูกที่ 10 (นับจาก ลูกที่มีเสียงต่ำที่สุด) ลูกฆ้องลูกนี้เรียกว่า “ลูกเพียงออ” อนุโลมเทียบกับเสียงของดนตรีสากลตรงกับเสียง ฟาร์ เพราะเมื่อบรรเลงทางนี้เสียงฆ้องลูกนี้มักจะเป็น Tonic หรือเป็นเสียงที่ปกครอง (Governing Sound) ทางนี้ใช้บรรเลงประกอบการแสดงละคอนดึกดำบรรพ์ หรือละคอนอื่น ๆ ที่บรรเลงด้วยปี่พาทย์ไม้นวม เดิมเรียกการบรรเลงทางนี้เพียงว่า “ทางเพียงออ” แต่เมื่อมีทางบรรเลงของวงมโหรีและเครื่องสาย ซึ่งเรียกว่าทางเพียงออกเหมือนกัน จึงต้องแยกเป็นทางเพียงออล่าง และทางเพียงออบน ที่เรียกทางนี้อีกอย่างว่าทางในลดนั้น หมายถึงว่า บรรเลงลดจากทางในลงมา 1 เสียง

ข. ทางใน ; สูงกว่าทางเพียงออล่าง 1 เสียง เสียงที่เป็น Tonic จึงเทียบได้กับเสียง ซอล ที่ เรียกว่าทางในนี้เรียกชื่อตามปี่ที่ใช้เป่าในวงปี่พาทย์ประจำกับเสียงนี้ ซึ่งเป่าได้ถนัดและสะดวกที่สุด ปี่นี้ชื่อว่า “ปี่ใน” ทางนี้มักใช้บรรเลงประกอบละคอนในหรือละคอนนอกและโขนในปัจจุบัน

ค. ทางกลาง ; สูงกว่าทางใน 1 เสียง เสียงที่เป็น Tonic จึงเทียบได้กับเสียง ลา ที่เรียก ว่าทางกลางนี้ เรียกตามชื่อ “ปี่กลาง” ซึ่งใช้เป่าในวงปี่พาทย์ประจำกับเสียงนี้ได้ถนัดและสะดวกที่สุด ทางนี้ใช้บรรเลงประกอบการแสดงหนังใหญ่ และโขนในสมัยโบราณ

ง. ทางเพียงออบน ; (หรือทางนอกต่ำ) สูงกว่าทางกลาง 1 เสียง เสียงที่เป็น Tonic จึง เทียบได้กับเสียง ซีแฟลต ที่เรียกว่าทางเพียงออบนนี้ เรียกตามชื่อ “ขลุ่ยเพียงออ” ซึ่งใช้เป่าประจำกับเสียงนี้ และเพื่อให้แตกต่างกับทางเพียงออล่าง จึงเติมคำว่า “บน” ดังกล่าวแล้ว ทางนี้บางทีก็เรียกว่า ทางนอก ต่ำตามชื่อ “ปี่นอกต่ำ” ที่เป่าประจำกับเสียงนี้ได้ถนัดและสะดวกที่สุด ทางนี้ใช้บรรเลงประจำกับการบรรเลงมโหรีและเครื่องสาย

จ. ทรงกรวด ; (หรือทางนอก) สูงกว่าทางเพียงออบน 1 เสียง เสียงที่เป็น Tonic จึง เทียบได้กับเสียง โด ที่เรียกว่าทางกรวดเห็นจะด้วยเป็นทางที่มีเสียงสูงที่สุดของการบรรเลงปี่พาทย์ แต่ที่เรียกว่าทางนอกนั้นเรียกตามชื่อ “ปี่นอก” ที่เป่าประกอบกับเสียงนี้ได้ถนัดและสะดวกที่สุด โดยใช้นิ้วอย่างเดียวกันกับปี่ในเป่าทางใน ทางนอกนี้ใช้บรรเลงประกอบกับการขับเสภาหรือบรรเลงปี่พาทย์รับร้องโดยปกติละคอนนอกในสมัยโบราณก็ใช้เสียงนี้

ฉ. ทางกลางแหบ ; สูงกว่าทางกรวด 1 เสียง เสียงที่เป็น Tonic จึงเทียบได้กับเสียง เร ที่เรียกว่าทางกลางแหบก็ด้วยเมื่อบรรเลงทางนี้ ปี่กลางจะต้องเป่าแหบโดยมาก เหมือนอย่างปี่ในเป่าทางนอก ทางนี้มิได้ใช้ประจำกับการแสดงอะไร

ช. ทางชวา ; สูงกว่าทางกลางแหบ 1 เสียง เสียงที่เป็น Tonic จึงเทียบได้กับเสียง มี ที่เรียกว่า ทางชวาก็เรียกตามชื่อ “ปี่ชวา” ซึ่งเป่าประจำกับการบรรเลงในทางนี้ได้ถนัดและสะดวกที่สุด ทางนี้ใช้ประจำกับการบรรเลงที่มีปี่ชวา เช่น เครื่องสาย ปี่ชวา เป็นต้น ยกเว้นการบรรเลงปี่พาทย์นางหงส์ ซึ่งแม้จะผสมปี่ชวา ก็ไม่บรรเลงทางชวา หากแต่บรรเลงทางเพียงออบนหรือทางนอกต่ำ เพื่อสะดวกแก่การบรรเลงเครื่องดนตรีอื่น ๆ ในวงปี่พาทย์

หมายเหตุ ทางทั้ง 7 เสียงนี้ มิใช่ว่าเมื่อบรรเลงทางซึ่งเป็นระดับเสียง (Key) ใด จะต้องคงอยู่ในทางนั้นเสมอไป เพราะเพลงบางเพลงท่านผู้แต่งได้ย้ายระดับเสียงอยู่ในตัว หรือบางเพลงท่านผู้แต่งได้ย้ายระดับเสียงอยู่ในตัว หรือบางเพลงก็มีประเพณีกำหนดให้เปลี่ยนระดับเสียง ก็ต้องบรรเลงเปลี่ยนทางไปตามความเหมาะสมของเพลงนั้น ๆ

--------------------------------------------------------------------------------

ทำนอง

คือ เสียงสูง ๆ ต่ำ ซึ่งสลับสับสนกัน จะมีความสั้นยาวเบาแรงอย่างไร ก็แล้วแต่ความประสงค์ของผู้แต่ง

--------------------------------------------------------------------------------

เท่า

บางทีก็เรียกว่า “ลูกเท่า” เป็นทำนองเพลงพิเศษตอนหนึ่ง ซึ่งไม่มีความหมายในตัวอย่างใด หากแต่มีความประสงค์อยู่อย่างเดียวเพียงให้ทำนองนั้นยืนอยู่ ณ เสียงใดเสียงหนึ่งแต่เพียงเสียงเดียว เท่า หรือ ลูกเท่า นี้จะต้องอยู่ในกำหนดบังคับของจังหวะหน้าทับ โดยมีความยาวเพียงครึ่งจังหวะหน้าทับเท่านั้น (นอกจากในเพลงเรื่องบางเพลง เท่าอาจยาวเป็นพิเศษถึงเต็มจังหวะก็ได้) และโดยปรกติมีแทรกอยู่ในเพลงประเภทหน้าทับปรบไก่

ประโยชน์ของ “เท่า” นี้มีไว้เพื่อใช้แทรกในระหว่างประโยควรรคตอนของทำนองเพลง เพื่อเชื่อมให้ประโยคหรือวรรคตอนของเพลงติดต่อกันสนิทสนม หรือเพิ่มให้ครบถ้วน จังหวะหน้าทับ เทียบได้กับคำสันธานที่ใช้ในอักษรศาสตร์

อธิบาย : ที่ว่าเท่าประสงค์เพียงจะยืนอยู่ในเสียงใดเสียงหนึ่ง แต่เสียงเดียวนั้น มิใช่ว่าจะบรรเลงหรือร้องเฉพาะแต่เสียงนั้นเสียงเดียว ทำนองของเท่าย่อมประดิษฐ์ดัดแปลงให้ไพเราะไปได้ตามพอใจ แต่ว่าจะต้องอยู่ในลักษณะของเท่า และตกอยู่ในเสียงที่ประสงค์จะยืนอยู่ ดังโน้ตตัวอย่าง “เท่า” อัตรา 2 ชั้น ข้างล่างนี้

เท่า เนื้อแท้ - - - ด - ร ร ร - - - ม - ร ร ร

เท่า ที่ตบแต่ง - ด ร ด ท ล ซ ร ซ ซ ร ซ ล ท ด ร

เท่า เนื้อแท้ - - - ล - ด ด ด - - - ร - ด ด ด

เท่า ที่ตบแต่ง - - - ด ท ล ท ด ท ล ร ด ท ล ท ด

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด น ::

เนื้อ

ก. ใช้เรียกบทประพันธ์ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ใช้ขับร้อง แต่เพื่อให้ได้ความหมายชัดเจน มักจะ เรียกว่า “เนื้อร้อง”

ข. ใช้เรียกการตีเครื่องหนังหรือทำนองเพลงที่เป็นเนื้อแท้ของเพลงจริง ๆ คือ ทำนองที่มิได้ตบแต่งพลิกแพลงอย่างใด ถ้าจะเรียกให้ได้ความหมายชัดเจนก็เรียกว่า “เนื้อเพลง” ฆ้องวงใหญ่ที่ตีโดยปรกตินั้นคือ เนื้อ (หรือเนื้อเพลง) ส่วนระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฯลฯ ย่อมดำเนินทำนองพลิกแพลงออกไป เปรียบได้กับหนังหรือขน ซึ่งหุ้มห่อตบแต่งให้เนื้องดงามขึ้น (ดูโน้ตเปรียบเทียบที่คำว่าสะบัด)

--------------------------------------------------------------------------------

แนว

๑.ขนาดหรือกำลังความช้าเร็วของการดำเนินจังหวะ ที่พูดกันว่า แนวดี ก็คือ ในขณะบรรเลงหรือขับร้องได้รักษาขนาดหรือกำลังความช้าเร็วของจังหวะไว้ได้โดยเรียบร้อยสม่ำเสมอ และเหมาะสมกับทำนองเพลงนั้น ๆ เพลงใด ตรงไหน ควรช้าเร็วเพียงใด ก็ปฏิบัติอย่างนั้น

๒.การดำเนินทำนองของเครื่องดนตรีแต่ละอย่างหรือการขับร้อง ซึ่งตรงกับคำว่าทาง (ดูคำว่าทางข้อ 1) เช่น แนวปี่ แนวระนาดและแนวร้อง เป็นต้น แต่โดยมากมักจะใช้พูดเวลาที่ดูโน้ตในฉบับรวมเครื่อง (Score)

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ป ::

ปรบไก่

เป็นชื่อของหน้าทับ (ดูคำว่าหน้าทับ) ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีส่วนสัดค่อนข้างยาว (ทุก ๆ อัตรา มีความยาวเป็น 2 เท่าของหน้าทับสองไม้) สำหรับตีประกอบกับเพลงที่มีทำนองดำเนินประโยควรรคตอนเป็นระเบียบ

อธิบาย : หน้าทับประเภทที่เรียกว่าปรบไก่นี้ ปราชญ์ทางดนตรีโบราณได้คิดอัตรา 2 ชั้นขึ้นก่อน โดยแปลงจากเสียงร้องของลูกคู่ในการร้องเพลงปรบไก่ (เพลงพื้นเมืองโบราณอย่างหนึ่ง) มาเป็นวิธีตีของตะโพน คำรับและทำนองร้องของลูกคู่เพลงปรบไก่นั้นร้องว่า “ฉ่า ฉ่า ช้า – ชะฉ่า ไฮ้ – ” และเปลี่ยนมาเป็นเสียงตะโพน หน้าทับนี้จึงเรียกว่า ปรบไก่ เมื่อขยายขึ้นเป็นอัตรา 3 ชั้น หรือตัดลงเป็นชั้นเดียว ก็คงเรียกว่าหน้าทับปรบไก่เช่นเดิม หน้าทับปรบไก่นี้เป็นมูลให้ประดิษฐ์หน้าทับอื่น ๆ ขึ้นอีกหลายหน้าทับ เช่น หน้าทับเขมร และหน้าทับสดายง (สำหรับเพลงสำเนียงแขก) เป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------

ประ

เป็นวิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งของเครื่องดนตรีประเภทที่ใช้นิ้วบังคับเสียงสูงต่ำ (เช่นซอ) ในเมื่อทำนองเพลงตอนนั้นเป็นเสียงยาวจึงใช้ กลางนิ้ว แตะเร็ว ๆ ก็จะบังเกิดเป็นเสียงที่สูงขึ้นไปสลับกับเสียงเดิมถี่ ๆ

--------------------------------------------------------------------------------

ประคบ

หมายถึง การบรรเลงที่ทำให้เสียงดนตรีนั้นดังชัดเจนถูกต้องตามความเหมาะสมของทำนองเพลง

อธิบาย : การบรรเลงดนตรีไม่ว่าจะเป็นประเภท ดีด สี ตี หรือ เป่า นอกจากทำเสียงสูงต่ำถูกทำนองแล้ว จะต้องให้เสียงดังเหมาะสมกับทำนองด้วย เช่น ตีฆ้องวงใหญ่ แม้เป็นฆ้องลูกเดียวกัน บางครั้งก็ต้องตีให้ดัง “หนอด” บางครั้งก็ต้องตีให้ดัง “หน่ง” การสีซอบางครั้งก็ต้องการให้หวานให้เพราะให้ดุดัน ซึ่งจะชัดเจนได้ก็ด้วยการประคบทั้งนั้น และเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน เปรียบให้เห็นง่าย ๆ ก็เหมือนกับการพูดอักษร ร. และ ล. ก็ต้องกำหนดให้รู้ว่าคำไหนควรทำปากอย่างไร และลิ้นจดตรงไหน อย่างไร ซึ่งในภาษาของดนตรีเรียกว่าประคบทั้งสิ้น

--------------------------------------------------------------------------------

ประสาน

เป็นการบรรเลงหรือร้องคนละทางในเพลงเดียวกันและพร้อม ๆ กัน อาจเป็นเครื่องดนตรีกับเครื่องดนตรี หรือร้องกับร้อง หรือดนตรีกับร้องก็ได้ เสียงของดนตรีหรือร้องที่แยกกันเป็นคนละทางย่อมมีเสียงที่ตกจังหวะเป็นคนละเสียงบ้าง รวมเป็นเสียงเดียวกันบ้าง เช่นเดียวกับหลักการประสานเสียง (Harmony) ของดนตรีสากล เช่น การร้องเพลงช้าประสมเสียงระฆัง ในละคอนดึกดำบรรพ์เรื่องอิเหนา พระนิพนธ์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------

ปริบ

เป็นวิธีการบรรเลงอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดเสียงเต้นระริกไปในตัวเล็กน้อย เครื่องดนตรีจำพวกที่ใช้นิ้ว (เช่นปี่หรือซอ) ก็ขยับนิ้วให้สั่นสะเทือนขึ้น คล้ายกับทำให้เสียงนั้นรั่วปริบออกมา ส่วนเครื่องดนตรีประเภทตี (เช่น ฆ้องวง) ก็ตีลงไปโดยทำให้ไม้ตีสั่นสะเทือนสะท้อนขึ้นมานิดหน่อยอธิบาย : เสียงที่เกิดจากการปฏิบัติที่เรียกว่า "ปริบ" นี้ก็ดังคล้ายกับที่ปากเราพูดคำว่า "ปริบ" นี่แล

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด พ ::

พรม

เป็นวิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งของเครื่องดนตรีประเภทที่ใช้นิ้วบังคับเสียงสูงต่ำ (เช่นซอ) ในเมื่อทำนองเพลงตอนนั้นมีเสียงยาวพอควร จึงใช้ปลายนิ้วแตะเร็ว ๆ ก็จะบังเกิดเป็นเสียงที่สูงขึ้นไปสลับกับเสียงเดิมถี่ ๆ

อธิบาย : ความประสงค์ของ "พรม" นี้ก็เป็นอย่างเดียวกับ "ประ" (ดูคำว่าประ) แต่เสียงที่เกิดขึ้นนั้น พรมละเอียดกว่าประ ส่วนที่ที่จะใช้ก็แล้วแต่ความสมควรของทำนองเพลงตอนนั้น

--------------------------------------------------------------------------------

พัน

ก. เป็นชื่อเรียกเพลงตอนหลังของเพลงองค์พระพิราพ

ข. หมายถึงทาง (ดูคำว่าทางข้อ 2) ดำเนินทำนองเพลงอย่างหนึ่ง ซึ่งดำเนินไปโดยการแทรกแซงเสียงให้ถี่ ดังที่เรียกว่าเก็บ (ดูคำว่าเก็บ) โดยให้ทำนองเกี่ยวพันไปกับเนื้อเพลงเหมือนเถาวัลย์พันไม้ บางท่านก็ว่าเป็นการดำเนินทำนองไปในระดับเสียงต่ำ

--------------------------------------------------------------------------------

เพลง

คือ ทำนองที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นโดยมีส่วนสัด มีจังหวะ วรรคตอน และสัมผัสถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของดุริยางคศิลป์ เช่นเดียวกับบทกวีที่แต่งขึ้นโดยใช้ถ้อยคำ เสียง อักษร สระ และวรรณยุกต์ตามกฎแห่งฉันทลักษณ์ เพลงหนึ่งจะมีกี่จังหวะ กี่ท่อน ไม่บังคับแต่แบบแผนของเพลงไทยที่มีมาแต่โบราณ ท่อนหนึ่ง ๆ ไม่เคยมีน้อยกว่า 2 จังหะ (หน้าทับ) เลย สมัยโบราณบางทีก็เรียกว่า “ลำ” (ดูคำว่าลำ)

--------------------------------------------------------------------------------

เพี้ยน

คือ เสียงที่ไม่ตรงกับระดับที่ถูกต้อง

อธิบาย : ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องหรือเสียงของเครื่องดนตรีชนิดใด ๆ จะเป็นเสียงเดียวหรือหลายเสียงก็ตาม ถ้าเสียงนั้นผิดจากระดับเสียงที่ถูกที่ควร ไม่ว่าจะสูงไปหรือต่ำไปแม้แต่เพียงเล็กน้อย ย่อมเรียกได้ว่าเพี้ยนทั้งสิ้น เช่น ร้องสูงหรือต่ำกว่าเสียงดนตรี หรือเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่งเทียบเสียงไม่ตรงกับเครื่องดนตรีอื่น ๆ ในวงเดียวกัน หรือเครื่องดนตรีนั้นมีเสียงตรงถูกต้องแล้ว แต่ผู้บรรเลงได้ปฏิบัติผิดพลาดทำให้เสียงผิดระดับเช่นการกดนิ้วซอผิดส่วนสัดเป็นต้น เสียงที่ไม่ตรงระดับเช่นนี้ ถือว่าเพี้ยนทั้งนั้น

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ม ::

ไม้

ก. เป็นกำหนดนับจำนวนการตี กลองทัด ที่เรียกว่า “ไม้เดิน” แต่ละที (ดูคำว่า ไม้เดิน) การตีไม้เดินทีหนึ่งก็เรียกว่า 1 ไม้ 2 ที ก็เรียกว่า 2 ไม้

ข. ใช้เรียกแทนคำว่า “ท่อน” ของการตีกลองแขกหน้าทับเพลงสะระหม่า เช่น ไม้ 1 ก็หมายถึงท่อน 1 ไม้ 2 ก็หมายถึงท่อน 2 และไม้สร้อยสนก็หมายถึงท่อนที่เรียกว่าสร้อยสน เป็นต้น

ค. เรียกการตีส่าย (ดูคำว่า ส่าย) ของกลองแขกและกลองมลายูเรียกวิธีขยับกรับเสภาแต่ละแบบ เช่น ไม้กรอ ไม้ 1 ไม้ 2 และไม้รบ เป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------

ไม้กลอง

ได้แก่การตี กลองทัด ตามแบบแผนที่บัญญัติไว้เป็นประจำกับทำนองเพลงนั้น ๆ

อธิบาย : กลองทัดก็มีหน้าที่ตีให้ถูกต้องตามแบบแผนที่บัญญัติไว้เป็นประจำกับทำนองเพลงต่าง ๆ เช่นเดียวกับเครื่องขึงด้วยหนังที่เลียนเสียงจากทับต้องตีตามหน้าทับ (ดูคำว่า หน้าทับ) แต่กลองทัดเป็นเครื่องขึงด้วยหนังประกอบจังหวะอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมิได้เลียนเสียงมาจากทับ เพราะฉะนั้นวิธีตีของกลองทัดจึงเรียกว่า “ไม้กลอง” ไม่เรียกว่าหน้าทับ

--------------------------------------------------------------------------------

ไม้เดิน

เป็นการตี กลองทัด ที่ดำเนินเรื่อย ๆ ไปตามจังหวะ โดยมิได้มีการตีสอดแทรกแซงให้กระชั้นเข้าไป คือตีดำเนินไปตามจังหวะอันสม่ำเสมอ ซึ่งจะถี่หรือห่างเท่าใดนั้น แล้วแต่ลักษณะของทำนองเพลง

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ย ::

ย้อย

(เป็นแบบหนึ่งของ “ลัก” ดูคำว่า ลัก) หมายถึง การร้องหรือบรรเลงอย่างหนึ่ง ซึ่งประดิษฐ์ทำนองให้เสียงที่ควรจะตกลงตรงจังหวะไปตกลงภายหลังจังหวะ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำนองของประโยคนั้นก็จำจะต้องยาวกว่าประโยคธรรมดา

อธิบาย : วิธีการที่เรียกว่า “ย้อย” นี้ ตรงกันข้ามกับล่วงหน้า (ดูคำว่า ล่วงหน้า) เพราะล่วงหน้านั้นตัดทำนองให้สั้นเพื่อที่จะให้หมดประโยคก่อนจังหวะ แต่ย้อยต้องยืดทำนองให้ยาวเพื่อที่จะให้หมดประโยชน์ทีหลังจังหวะ การร้องเพลงไทยเกือบจะทุกเพลง ถ้าถ้อยคำตรงที่ลงจังหวะเป็นเสียงไม่ตรงกับทำนอง ผู้ร้องก็จำจะร้องร้องให้ชัดถ้อยคำเสียก่อน แล้วจึงเอื้อนไปหาเสียงเพลง วิธีร้องอย่างนี้ถือได้ว่าเป็นย้อยทั้งสิ้น เพราะเสียงสำคัญของทำนองลงภายหลังจังหวะ

--------------------------------------------------------------------------------

โยน

บางทีก็เรียกว่า “ลูกโยน” เป็นทำนองเพลงพิเศษตอนหนึ่งซึ่งไม่มีความหมายในตัวอย่างไร หากแต่มีความประสงค์อยู่อย่างเดียวเพียงให้ทำนองตอนนั้นยืนอยู่ ณ เสียงใดเสียงหนึ่ง แต่เสียงเดียว (เหมือนคำว่า “เท่า” ที่กล่าวมาแล้ว” แต่โยนหรือลูกโยนนี้ไม่บังคับในเรื่องกำหนดจำนวนจังหวะ จะบรรเลงโยนอยู่มากน้อยกี่จังหวะก็ได้ และโยนนี้จะมีแทรกอยู่แต่ในเพลงประเภทหน้าทับสองไม้เท่านั้น

ประโยชน์ของ “โยน” มีไว้เพื่อเป็นที่พักของเพลงบางตอน และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รอง ผู้บรรเลง หรือผู้แต่งเพลง ได้ประดิษฐ์ทำนองดัดแปลงออกไปได้ตามพอใจ จะสั้นยาวเท่าใดก็ได้ เพียงแต่เมื่อสุดท้ายของการพลิกแพลงไปแล้ว ให้มาตกอยู่ที่เสียงอันเป็นความประสงค์ของโยนตอนนั้นเท่านั้น

อธิบาย : ที่ว่า “โยน” ไม่บังคับในเรื่องจำนวนจังหวะนั้น หมายความว่า จะโยนอยู่เพียง 2 - 3 จังหวะก็ได้ หรือจะให้มากไปถึง 10 - 20 จังหวะก็ได้ ไม่เป็นผิดทั้งสิ้น โยนหรือลูกโยนนี้ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นง่าย ๆ ก็คล้ายกับการไกวชิงช้า เราจะไกวแรงหรือเบาก็ได้ ไกวแรงก็แกว่งไปไกลและหลายเที่ยวกว่าจะหยุด ถ้าไกวเขาก็แกว่งใกล้ ๆ และไม่กี่เที่ยวก็หยุด แต่จะไกวแรงหรือเบาก็ตามก็จะต้องผ่านเส้นศูนย์ (ดิ่ง) อยู่เสมอและในที่สุดเมื่อหยุดลง ก็ต้องมาหยุดอยู่ตรงเส้นศูนย์ด้วยกัน โยนก็มีลักษณะอย่างนี้ใครจะประดิษฐ์ให้พิสดารอย่างใดก็ได้ แต่ที่สุดจะต้องมาตกอยู่ที่เสียงอันเป็นความประสงค์ของโยนตอนนั้น ดังโน้ตตัวอย่าง “โน้ต” อัตรา 2 ชั้น

โยน เนื้อแท้ - - - ล - ด ด ด - - - ร - ด ด ด

โยน ที่ตบแต่ง - - - ด ท ล ท ด ท ล ร ด ท ล ท ด

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ร ::

ร้อง

คือ การเปล่งเสียงออกไปให้เป็นทำนอง (ดูคำว่า ทำนอง) จะมีถ้อยคำหรือไม่มี หรือมีแต่สระอะไรก็ได้ แต่ต้องถือทำนองเป็นสำคัญ ถ้อยคำต้องน้อมเข้าหาทำนอง เช่น ร้องเพลงต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนการร้องเพลงพื้นเมืองต่าง ๆ มีวิธีการอย่างขับ (ดูคำว่า ขับ) ระคนอยู่เป็นอันมาก

--------------------------------------------------------------------------------

รัว

คำนี้มีความหมาย 2 ประการคือ

๑.หมายถึงชื่อเพลงไทยเพลงหนึ่ง ซึ่งทำนองเพลงบางตอนยืนอยู่เสียงเดียวนาน ๆ แต่ซอยลงเป็นหลาย ๆ พยางค์ และเร่งให้ค่อย ๆ ถี่ขึ้นไปโดยไม่จำกัด เพราะในตอนที่ยืนเสียงอยู่ ณ เสียงใดเสียงหนึ่งนี้ไม่มีจังหวะควบคุม เพลงรัวมีทั้งลาเดียวและ 3 ลา มักใช้เป็นหน้าพาทย์ประกอบการแสดงอภินิหารต่าง ๆ กับใช้เป็นเพลงต่อท้ายเพลงเสมอ เพลงตระ และเพลงบรรเลงในการไหว้ครูเกือบทุกเพลง

๒.หมายถึง วิธีบรรเลงที่ทำเสียงหลาย ๆ พยางค์ให้สั้นและถี่ที่สุด ถ้าเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี (เช่น ระนาด) ก็ใช้ตีสลับกัน 2 มือ เครื่องดนตรีประเภทสี (เช่น ซอ) ก็ใช้คันชักสีสั้น ๆ เร็ว ๆ เครื่องดนตรีประเภทดีด (เช่น จะเข้) ก็ใช้ไม้ดีด ดีดเข้าออกสลับกันเร็ว ๆ และเครื่องดนตรีประเภทเป่า (เช่น ขลุ่ย) ก็รัวด้วยนิ้วปิดเปิดให้ถี่และเร็วที่สุดรัวในประการที่ 2 นี้ ถ้าเป็นวิธีบรรเลงของระนาดเอก ยังแยกออกได้เป็น 2 อย่าง คือ รัวเสียงเดียว อย่างหนึ่ง กับรัวเป็นทำนอง อีกอย่างหนึ่ง

ก. รัวเสียงเดียว คือ ใช้ไม้ตีสลับกัน 2 มือ ลงบนลูกระนาดลูกเดียวกัน ให้ถี่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าทุก ๆ พยางค์จะต้องย่อยส่วนลงตามจังหวะ การตีรัวเสียงเดียวนี้อาจย้ายเสียงไปตามทำนองเพลงได้ตามพอใจ แต่ทั้ง 2 มือจะต้องตีอยู่ที่ลูกระนาดลูกเดียวกันเสมอ

ข. รัวเป็นทำนอง คือ การตีสลับกัน 2 มือให้ถี่ ๆ และดำเนินเป็นทำนองไปด้วย เพราะฉะนั้นทั้ง 2 มือที่ตีลงบนลูกระนาด จึงเป็นคนละลูกโดยมาก และพยางค์ของเสียงจะต้องย่อยลงตามจังหวะ ให้ถี่เป็น 2 เท่าของ “เก็บ” เช่นเดียวกับ “ขยี้” แต่การปฏิบัติของระนาดเอก เวลา “ขยี้” อยู่ในเวลาดำเนินจังหวะค่อนข้างช้า แต่เวลา “รัว” (เป็นทำนอง) อยู่ในเวลาดำเนินจังหวะเร็ว นอกจากนั้น เวลา “ขยี้” ระนาดตี 2 มือเป็นคู่ 8 ทุกเสียง แต่เวลา “รัว” ตีด้วยมือซ้ายและขวาสลับมือละเสียงต่อกันเป็นทำนอง

--------------------------------------------------------------------------------

รื้อ

เป็นทำนองร้องอย่างหนึ่งที่ใช้ในตอนขึ้นต้นของเพลงร่าย ซึ่งมีเอื้อนและทอดเสียงให้ภาคภูมิ มักจะใช้เฉพาะในบทที่ขึ้นข้อความสำคัญ ๆ เท่านั้น

--------------------------------------------------------------------------------

เรื่อง

คือ เพลงหลาย ๆ เพลง นำมาจัดรวมบรรเลงติดต่อกันไป เพลงทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า “เพลงเรื่อง” และตั้งชื่อเรื่องต่าง ๆ กันแล้วแต่กรณี

อธิบาย : ในการตั้งชื่อเรื่องนี้ โดยปรกติตั้งตามชื่อของเพลงที่บรรเลงเป็นอันดับแรก หรือเพลงที่สำคัญในเรื่องนั้น เช่นจำพวกเพลงเรื่องมโหรี ก็มีเรื่องพระนเรศวรชนช้าง ซึ่งมีเพลงนเรศวรชนช้างเป็นเพลงแรก เรื่องเพลงยาวมีเพลงทะแยเป็นอันดับแรก แต่เพลงยาวเป็นเพลงสำคัญยาวถึง 7 ท่อน ฯลฯ (เพลงเรื่องจำพวกมโหรีนี้ บางทีก็เรียกว่า “ตับ” ดูคำว่า ตับ) จำพวกเพลงช้าก็มีเรื่องเต่ากินผักบุ้ง เรื่องสารถี เป็นต้น จำพวกสองไม้ก็มีเรื่องสีนวล เรื่องทยอย เป็นต้น จำพวกเพลงเร็วก็มีเรื่องแขกมัดตีนหมู เรื่องแขกบรเทศ เป็นต้น และจำพวกเพลงฉิ่งก็มีเรื่องมุล่ง เรื่องช้างประสานงา เป็นต้น เหล่านี้เรียกตามชื่อเพลงอันดับแรกทั้งนั้น แต่บางเรื่องเรียกชื่อเรื่องตามกิจการที่บรรเลงประกอบก็มี เช่น เรื่องทำขวัญ (หรือเวียนเทียน) ซึ่งเพลงอันดับแรกเป็นเพลงนางนาค แต่ใช้ในกรณีทำขวัญหรือเวียนเทียนสมโภช และบางเรื่องก็เรียกตามหน้าทับ (ดูคำว่าหน้าทับ) เช่น เรื่องนางหงส์ ซึ่งใช้ประโคมศพ เพลงที่บรรเลงขึ้นต้นด้วยเพลงพราหมณ์เก็บหัวแหวน แต่กลองมลายูที่ตีประกอบจังหวะ ตีหน้าทับนางหงส์ ดังนี้เป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ล ::

ล่วงหน้า

(เป็นแบบหนึ่งของ “ลัก” ดูคำว่า ลัก) หมายถึงการร้องหรือบรรเลงอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่งพลิกแพลงทำนองบรรเลงโดยตัดทำนองให้สั้นเพื่อไปถึงเสียงที่ตกจังหวะให้ตกก่อนเครื่องดนตรีอื่น ๆ คือบรรเลงขึ้นต้นประโยคพร้อมกับเครื่องดนตรีอื่น แต่ให้สุประโยคก่อน

อธิบาย : วิธีการบรรเลงแบบนี้ มักเป็นการบรรเลงประจำของระนาดทุ้มไม้ ทุ้มเหล็ก และซออู้ แต่เครื่องดนตรีอื่น ๆ เช่น ระนาดเอก และซอด้วง ก็มีใช้อยู่บ้างบางโอกาส ถ้าจะเปรียบเทียบกับคำว่าเหลื่อม จะเห็นว่าผิดกันตรงที่เหลื่อมแบ่งผู้บรรเลงเป็นพวกหน้าพวกหลัง ขนาดของประโยคบรรเลงยาวเท่ากัน พวกที่จะเหลื่อมต้องบรรเลงขึ้นมาก่อน และเป็นการบรรเลงตามที่ท่านผู้แต่งเพลงได้กำหนดไว้แล้ว (ดูคำว่าเหลื่อม) ส่วนล่วงหน้านี้เป็นวิธีการของเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้บรรเลงได้ประดิษฐ์ขึ้นเอง ไม่มีการแบ่งพวกและทำนองที่บรรเลงก็ขึ้นต้นประโยคมาพร้อม ๆ กัน หากแต่รีบหาทางตัดให้สั้น ล่วงหน้าไปให้ถึงเสียงท้ายประโยคก่อนผู้อื่นเท่านั้น

--------------------------------------------------------------------------------

ล้วง

ได้แก่การบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเพิ่มทำนองบรรเลงล้ำเข้ามาก่อนที่จะถึงหน้าที่บรรเลงตามปรกติ

อธิบาย : วิธีการอย่างนี้มักจะมีในตอนที่บรรเลงลูกล้อลูกขัดหรือเวลาที่จะรับจากร้าง คือก่อนที่จะถึงหน้าที่บรรเลงตามปรกติของตน ก็หาทำนองอย่างใดอย่างหนึ่งบรรเลงขึ้นมาก่อนที่อีกฝ่ายหนึ่งจะจบ

--------------------------------------------------------------------------------

ล่อน

ได้แก่การปฏิบัติในวิธีที่เรียกว่า สะบัด ขยี้ รัว หรือกวาด ได้ชัดเจนทุกเสียงไม่กล้อมแกล้มหรือกระทบเสียงอื่นที่ไม่ต้องการเหมือนกับผลเงาะที่แกะเนื้อออก ไม่มีติดเมล็ดเลย เราก็เรียกว่า “ล่อน”

--------------------------------------------------------------------------------

ละเอียด

เป็นคำเรียกการบรรเลงรัวหรือกรอ (ดูคำว่ารัวและกรอ) ที่บรรเลงได้โดยมีพยางค์ของเสียงถี่มาก ซึ่งถือว่าการรัวหรือกรอไม้ละเอียดนั้น เป็นการปฏิบัติที่ดี

--------------------------------------------------------------------------------

ลัก

หรือ “ลักจังหวะ” หมายถึงการร้องหรือบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีทั้งเครื่องทำทำนองและเครื่องประกอบจังหวะ ซึ่งดำเนินไปโดยไม่ตรงกับจังหวะ เสียงที่หนักหรือน่าจะลงตรงจังหวะก็ทำให้ตกลงในที่อื่นซึ่งไม่ตรงจังหวะ แต่การกระทำนี้เป็นการกระทำโดยเจตนา เพื่อที่จะให้เกิดความไพเราะหรือเร้าอารมณ์ไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งไม่ถือว่าเป็นผิด ลักหรือลักจังหวะนี้ แบ่งออกไปได้เป็น 3 อย่างคือ เหลื่อม ล่วงหน้า และย้อย (ดูคำว่าเหลื่อม ล่วงหน้า และย้อย) ซึ่งมีลักษณะต่าง ๆ กันทั้งนั้น

--------------------------------------------------------------------------------

ลา

ก. เป็นชื่อเพลงที่บรรเลงเพื่อแสดงว่า “จบ” หรือ “จบภาค” ของการบรรเลงในตอนนั้น

ข. ไม้กลองที่ตีสอดแทรกแซงให้กระชั้นกัน ซึ่งเป็นไปตามแบบบัญญัติ มิใช่เล่นไม้ เพื่อให้ทราบว่าจบตอนของเพลงหรือจบเพลง เช่น เพลงเสมอ จะตีไม้เดิน (ดูคำว่าไม้เดิน) 5 ไม้แล้วจึงถึงลาเรียกว่า “5 ไม้ลา” หมายความว่าดำเนินเรื่อย ๆ มา 5 จังหวะ (ของกลอง) แล้วก็ถึงตอนจบ

อธิบาย : คำว่า “ลา” ก็หมายความว่า “จบ” เวลาบรรเลงเพลงเร็วมาแล้ว พอจะจบก็ติดต่อด้วยเพลงลา และเพลงรัว 3 ลา ก็คือรัว 3 จบหรือรัว 3 ครั้ง แล้วจึงลงจบ

--------------------------------------------------------------------------------

ลำ

ในสมัยโบราณใช้เรียกแทนคำว่าเพลง เช่น เพลงนางนาค เรียกว่าลำนางนาค การละเล่นอย่างหนึ่งทางภาคอีสาน ที่ร้องเคล้าไปกับแคน เรียกว่า “ลำแคน” คนร้องเรียกว่า “หมอลำ” และคนเป่าแคนเรียกว่า “หมอแคน”

ในสมัยปัจจุบัน มักจะแยกความหมายระหว่าง “เพลง” กับ “ลำ” เป็นคนละอย่าง เพลงหมายถึงทำนองที่มีกำหนดความสั้นยาวแน่นอน (ดูคำว่าเพลง) แม้เพลงบางเพลงที่มีโยนซึ่งไม่กำหนดจำนวนจังหวะ แต่เมื่อถึงเนื้อเพลงก็มีทำนองอันแน่นอนหากจะมีบทร้องก็ต้องถือทำนองเพลงเป็นใหญ่ ส่วนลำนั้นถือถ้อยคำอันเป็นบทร้องเป็นสำคัญ ต้องน้อมทำนองเข้าหาถ้อยคำและความสั้นยาวไม่มีกำหนดแน่นอน เช่น การขับลำของหมอลำเป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------

ลำนำ

เสียงที่สั้นยาวเบาแรงของการขับร้องหรือเครื่องดนตรีต่าง ๆ

อธิบาย : ไม่ว่าการเปล่งเสียงหรือการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี ทั้งที่ดำเนินทำนองและประกอบจังหวะ ย่อมมีส่วนสัดคามสั้นยาวเบาแรงของเสียง แม้แต่การอ่านโคลงฉันท์กาพย์กลอนหรือการเป่านกหวีดให้จังหวะฝึกหัดพลศึกษา ก็ย่อมมีความสั้นยาวเบาแรง อาการที่เป็นที่ฆะรัสสะและครุลหุเช่นนี้แหละ เรียกว่า ลำนำ ซึ่งเทียบได้กับศัพท์ดนตรีสากลว่า Rhythm

--------------------------------------------------------------------------------

ลีลา

ได้แก่ส่วนสัดและลักษณะความเคลื่อนไหวของการดำเนินทำนองและลำนำ (ดูคำว่าทำนองและลำนำ)

อธิบาย : อันส่วนสัดและลักษณะของความเคลื่อนไหวที่ดำเนินไปนั้นย่อมมีแกศิลปะทุกแขนง ๆ แต่ในที่นี้เป็นเรื่องของการร้องเพลงและบรรเลงดนตรี จึงกำหนดของคำว่า “ลีลา” หมายถึงส่วนสัดและลักษณะความเคลื่อนไหวของการดำเนินทำนองและลำนำ อันส่วนสัดความเคลื่อนไหวการดำเนินทำนองและลำนำของเพลงนั้นย่อมดำเนินไปโดยลักษณะต่าง ๆ กัน ซึ่งจะสังเกตได้จากเสียงสูงต่ำและสั้นยาวเบาแรงที่ผู้แต่งหรือผู้บรรเลงได้ประดิษฐ์เรียบเรียงขึ้น เมื่อเวลาทำนองเพลงดำเนินไปเราอาจคิดเปรียบเทียบวาดเป็นรูปร่างขึ้นในความรู้สึกได้ ถ้าทำนองเรียบ ๆ พื้น ๆ ก็เป็นเสมือนเส้นตรง ถ้ามีการเคลื่อนไหวให้ทำนองพลิกแพลงออกไปก็อาจคล้ายกับรูปเส้นคดไปคดมาหรือถ้าเป็นทำนองโลดโผนมาก ๆ ก็อาจเป็นรูปอย่างตารางวัดปรอทคนไข้ก็ได้ ลักษณะของส่วนสัดความเคลื่อนไหวเหล่านี้แหละคือ “ลีลา” เพลงจะไพเราะหรือไม่อย่างไรก็อยู่ที่ลีลาเป็นสำคัญ

--------------------------------------------------------------------------------

ลูกขัด

เป็นวิธีการบรรเลงทำนองอย่างหนึ่งที่แบ่งเครื่องดนตรี (หรือร้อง) ออกเป็น 2 พวก พวกหนึ่งเรียกว่าพวกหน้า (บรรเลงก่อน) อีกพวกหนึ่งเรียกว่าพวกหลัง (บรรเลงทีหลัง) ทั้ง 2 พวกนี้ผลัดกันบ%A
#537  by  555 (58.9.157.161) At 2007-12-10 11:40, 
สาแกดาเดาเ


๑. เป็นวิธีบรรเลงเครื่องดนตรีประเภทตี (เช่น ระนาด ฆ้องวง) อย่างหนึ่ง ซึ่งใช้วิธีตี ๒ มือสลับกันถี่ ๆ เหมือนรัวเสียงเดียว หากแต่วิธีตีที่เรียกว่า "กรอ" นี้ มือทั้งสองมิได้ตีอยูที่ลูกเดียวกัน โดยปรกติมักจะตีเป็นคู่ ๒ คู่ ๓ คู่ ๔-๕-๖ และ ๘ ฯลฯ

๒. เป็นคำเรียกทางของการดำเนินทำนองเพลงอย่างหนึ่ง ที่ดำเนินไปโดยใช้เสียงยาว ๆ ช้า ๆ เพลงที่ดำเนินทำนองอย่างนี้เรียกว่า "ทางกรอ" ที่เรียกว่าอย่างนี้ ก็ด้วยเหตุเพลงที่มีเสียงยาว ๆ นั้น เครื่องดนตรีประเภทตีไม่สามารถจะทำเสียงให้ยาวได้ จึงต้องกรอ ให้ได้ความยาวเท่ากับความประสงค์ของทำนองเพลง

--------------------------------------------------------------------------------

กรอด

เป็นคำเรียกการตีเครื่องดนตรีวิธีหนึ่ง ที่เมื่อขณะตีลงไปทำให้ไม้ตีสั่นสะเทือนไปทั้งตัว และกดให้เสียงขาดไป

อธิบาย : การตีที่เรียกว่ากรอดนี้ ก็คือทำเสียงเครื่องดนตรีนั้นให้ดังคล้ายคำพูดที่ว่า "กรอด" ซึ่งเป็นวิธีใช้ของฆ้องวงใหญ่และฆ้องวงเล็กโดยมาก เครื่องดนตรีชนิดอื่นก็มีใช้บ้างเพียงเล็กน้อย

--------------------------------------------------------------------------------

กวาด

คือ วิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งของเครื่องดนตรีประเภทตี (เช่น ระนาด ฆ้องวง) โดยใช้ไม้ตีลากไปบนเครื่องดนตรี (ลูกระนาดหรือลูกฆ้อง) ซึ่งมีกิริยาอย่างเดียวกับใช้ไม้กวาดกวาดผง การกวาดนี้จะกวาดจากเสียงสูงมาหาเสียงต่ำ หรือจากเสียงต่ำไปหาเสียงสูงก็ได้

--------------------------------------------------------------------------------

เก็บ

ได้แก่การบรรเลงที่เพิ่มเติมเสียงสอดแทรกแซงให้มีพยางค์ถี่ขึ้นกว่าเนื้อเพลงธรรมดา ถ้าจะเขียนเป็นโน้ตสากลในจังหวะ 2/4 ก็จะเป็นจังหวะละ 4 ตัว ห้องละ 8 ตัว (ขะเบ็ด 2 ชั้นทั้ง 8 ตัว)

อธิบาย : การบรรเลงที่เรียกว่าเก็บนี้ เป็นวิธีการบรรเลงของระนาดเอกและฆ้องวงเล็ก ส่วนเครื่องดนตรีอื่น ๆ ใช้เป็นตอน ๆ ตัวอย่างโน้ต “เก็บ” รวมบันทึกเปรียบเทียบไว้กับ “สะบัด” (ดูคำว่าสะบัด)

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ข ::

ขยี้

เป็นการบรรเลงที่เพิ่มเติมเสียงแทรกแซงให้มีพยางค์ถี่ขึ้นไปจาก “เก็บ” อีก 1 เท่า ถ้าจะเขียนเป็นโน้ตสากลในจังหวะ 2/4 ก็จะเป็นจังหวะละ 8 ตัว ห้องละ 16 ตัว (ขะเบ็ด 3 ชั้น ทั้ง 16 ตัว)

อธิบาย : การบรรเลงที่เรียกว่าขยี้นี้ จะบรรเลงตลอดทั้งประโยคของเพลง หรือจะบรรเลงสั้นยาวเพียงใด แล้วแต่ผู้บรรเลงจะเห็นสมควร วิธีบรรเลงอย่างนี้ บางท่านก็เรียกว่า “เก็บ 6 ชั้น” ซึ่งถ้าจะพิจารณาถึงหลักการกำหนดอัตรา (2 ชั้น 3 ชั้น) แล้วคำว่า 6 ชั้นดูจะไม่สู้ถูกต้อง ตัวอย่างโน้ต “ขยี้” รวมบันทึกเปรียบเทียบไว้กับ “สะบัด” (ดูคำว่าสะบัด)

--------------------------------------------------------------------------------

ขับ

คือ การเปล่งเสียงออกไปอย่างเดียวกับร้อง (ดูคำว่าร้อง) แต่การขับมักใช้ในทำนองที่มีความยาวไม่แน่นอน การเดินทำนองเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น และถือถ้อยคำเป็นสำคัญ ทำนองต้องน้อมเข้าหาถ้อยคำ เช่น ขับเสภา เป็นต้น การขับกับร้องมีวิธีการที่คล้ายคลึงและมักจะระคนปนกันอยู่ จึงมักจะเรียกรวม ๆ กันว่า “ขับร้อง”

--------------------------------------------------------------------------------

ไขว้

อธิบาย : โดยปรกติการตีเครื่องดนตรีทุก ๆ อย่าง มือซ้ายย่อมอยู่ทางเสียงต่ำ และมือขวาอยู่ทางเสียงสูง เพราะฉะนั้นเมื่อต้องการให้มือขวาตีลูกที่มีเสียงต่ำกว่าที่มือซ้ายตีอยู่ ก็ต้องใช้มือขวาไขว้ข้ามมาตีหรือโดยตรงกันข้าม ต้องการให้มือซ้ายตีลูกที่มีเสียงสูงกว่าที่มือขวาตีอยู่ ก็ต้องใช้มือซ้ายไขว้ข้ามมือขวาไปตี วิธีตีเครื่องดนตรีที่เรียกว่า “ไขว้” นี้ใช้เป็นประจำกับการบรรเลงเดี่ยวของฆ้องวงใหญ่และฆ้องวงเล็ก ส่วนเครื่องดนตรีชนิดอื่น เช่น ระนาดเอก ก็มีใช้อยู่บ้างในบางโอกาส

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ค ::

ครวญ

เป็นวิธีร้องอย่างหนึ่งซึ่งสอดแทรกเสียงเอื้อนยาว ๆ ให้มีสำเนียงครวญคร่ำรำพัน และเสียงเอื้อนที่สอดแทรกนี้มักจะขยายให้ทำนองเพลงยาวออกไปจากปรกติ

อธิบาย : เพลงที่จะแทรกทำนองครวญเข้ามานี้ ใช้เฉพาะแต่เพลงที่แสดงอารมณ์โศกเศร้า เช่น เพลงโอ้ปี่ และเพลงร่าย (ในบทโศก) เป็นต้น และบทร้องที่จะร้องทำนองครวญก็จะต้องเป็นคำกลอนสุดท้ายของบทนั้น ซึ่งเมื่อร้องจบคำนี้แล้ว ปี่พาทย์ก็จะบรรเลงเพลงโอดประกอบกิริยาร้องไห้ติดต่อกันไป

--------------------------------------------------------------------------------

คร่อม

คือ การบรรเลงทำนองหรือบรรเลงเครื่องประกอบจังหวะหรือร้องดำเนินไปโดยไม่ต้องตรงกับจังหวะที่ถูกต้อง เสียงที่ควรจะตกลงตรงจังหวะกลายเป็นตกลงในระหว่างจังหวะ ซึ่งกระทำไปโดยไม่มีเจตนา และถือว่าเป็นการกระทำที่ผิด เรียกอย่างเต็มว่า “คร่อมจังหวะ”หากเขียนเป็นภาพเปรียบเทียบการบรรเลงถูกจังหวะกับคร่อมจังหวะก็จะเป็นดังนี้

--------------------------------------------------------------------------------

ครั่น

เป็นวิธีที่ทำให้เสียงสะดุดสะเทือนเพื่อความไพเราะเหมาะสมกับทำนองเพลงบางตอน

อธิบาย : การทำเสียงให้สะดุดและสะเทือนที่เรียกว่าครั่นนี้ใช้เฉพาะกับการขับร้อง หรือเครื่องดนตรีประเภทเป่า เช่น ปี่ ขลุ่ย และเครื่องดนตรีประเภทสี เช่น ซอต่าง ๆ เท่านั้น การขับร้องครั่นด้วยคอ เครื่องดนตรีประเภทเป่า ครั่นด้วยลมจากลำคอ และเครื่องดนตรีประเภทสีครั่นด้วยคันสี (หรือคัดชัก)

--------------------------------------------------------------------------------

ครึ่งชั้น

เป็นคำที่บัญญัติกันขึ้นใหม่ โดยใช้เรียกอัตราของเพลงที่ได้ตัดลงจากเพลงอัตราชั้นเดียวอีกครั้งหนึ่ง (ดูคำว่าชั้นเดียว) ซึ่งมีส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของชั้นเดียว

อธิบาย : การเรียกอัตราเพลงว่า ชั้นเดียว 2 ชั้น และ 3 ชั้นนั้น เรียกตามชั้นที่แต่งขึ้น แม้ทุก ๆ ชั้น จะแต่งขึ้นโดยทวีคูณ ก็มิได้เรียกเป็น 1 ชั้น 2 ชั้น และ 4 ชั้น ตามส่วนของเลขคณิต เมื่อมามีเพลงที่ตัดลงครึ่งหนึ่งจากเพลงชั้นเดียว ก็ไม่มีทางว่าจะเรียนอัตรานี้เป็นอย่างอื่นได้ นอกจากเรียกว่า “ครั้งชั้น” และก็เป็นที่ยอมรับเรียกกันอยู่ในวงการดนตรีไทยโดยทั่วไปแล้ว

--------------------------------------------------------------------------------

คลอ

เป็นการบรรเลงดนตรีไปพร้อม ๆ กับการร้องเพลง โดยดำเนินทำนองเป็นอย่างเดียวกัน คือบรรเลงไปตามทางร้อง เช่น ซอสามสายสีคลอไปกับเสียงร้องเป็นต้น เปรียบเทียบก็เหมือนคน 2 คน เดินคลอกันไป

--------------------------------------------------------------------------------

ควง

หมายถึง การปฏิบัติอย่างหนึ่งของเครื่องดนตรีจำพวกที่ใช้นิ้วเช่น ปี่ ขลุ่ย และซอต่าง ๆ โดยทำให้เกิดเสียงเป็นเสียงเดียวกัน แต่ใช้นิ้วไม่เหมือนกัน และจะต้องทำเสียงที่ใช้นิ้วคนละอย่างนั้นติดต่อกัน ตั้งแต่ 2 พยางค์ขึ้นไป วิธีเช่นนี้บางทีก็เรียกกว่า “ควงนิ้ว”

อธิบาย : วิธีที่ใช้นิ้วคนละอย่าง แต่เกิดเสียงสูงต่ำเป็นระดับเดียวกัน ที่เรียกว่า “ควง” หรือ “ควงนิ้ว” นี้ คือ ปิด-เปิดนิ้ว อย่างที่ปฏิบัติอยู่เป็นปรกติครั้งหนึ่ง แล้วปิดเปิดนิ้วให้ผิดไปจากปรกติ แต่ให้เกิดเสียงเป็นระดับเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง ถ้าจะเปรียบกับเสียงพูดก็เหมือนกับเสียงที่เราพูดว่า “ฮือ – ฮอ” ซึ่งเป็นเสียงระดับเดียวกัน แต่เป็นคนละสระ และที่จะเรียกว่าควงหรือควงนิ้วได้ ก็ต้องทำเสียงซึ่งใช้นิ้วคนละอย่างนั้นติดต่อกัน อาจเพียงอย่างละพยางค์เดียว (ฮือ – ฮอ) หรือสลับกันหลาย ๆ พยางค์ (ฮือ – ฮอ – ฮือ – ฮอ – ฮือ – ฮอ) ก็ได้ แต่ถ้าทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงเสียงเดียวจะเรียกว่า “ควง” ไม่ได้

--------------------------------------------------------------------------------

คาบลูกคาบดอก

เป็นคำเรียกวิธีดำเนินทำนองเพลงแบบหนึ่งที่ปฏิบัติพลิกแพลงให้มีวิธีบรรเลงเป็น 2 อย่างสลับกัน โดยปรกติใช้เรียกทางเดี่ยวของระนาดเอกที่มีทั้ง “เก็บ” และ “รัว” (เป็นทำนอง) สลับกัน

อธิบาย : ที่เรียกว่า คาบลูกคาบดอก ก็เป็นการสมมุติว่า “เก็บ” นั้นเป็นลูก และ “รัว” เป็นดอก เมื่อบรรเลงโดยใช้วิธีทั้ง 2 อย่างสลับกันจึงเป็นคาบลูกคาบดอก

--------------------------------------------------------------------------------

คู่

หมายถึง 2 เสียง และเสียงทั้ง 2 นี้ อาจบรรเลงให้ดังพร้อมกันก็ได้ หรือดังคนละทีก็ได้ เสียงทั้ง 2 นี้ห่างกันเท่าใดก็เรียกว่าคู่เท่านั้น แต่การรับจะต้องนับเสียงที่ดังทั้ง 2 รวมอยู่ด้วย สมมุติว่าเสียงหนึ่งอยู่ที่อักษร บ. อีกเสียงหนึ่งอยู่ที่อักษร พ. การนับก็ต้องนับ 1 บ. 2 ป. 3 ผ. 4 ฝ. และ 5 พ. คู่เช่นนี้ก็ต้องเรียกว่า “คู่ 5”

--------------------------------------------------------------------------------

เคล้า

เป็นการบรรเลงดนตรีไปพร้อม ๆ กับการร้องเพลง (เช่นเดียวกับคลอ ดูคำว่าคลอ) โดยเพลงเดียวกัน แต่ต่างก็ดำเนินทำนองไปตามทางของตน คือ ร้องก็ดำเนินไปตามทางร้อง ดนตรีก็ดำเนินไปตามทางดนตรี ยึดถือแต่เนื้อเพลง จังหวะและเสียงที่ตกจังหวะ (หน้าทับ) เท่านั้น เช่น การร้องเพลงทะแย 2 ชั้น ในตับพรหมาสตร์ที่มีบทว่า “ช้างเอยช้างนิมิต เหมือนไม่ผิดช้างมัฆวาน ฯลฯ” ซึ่งคนร้องดำเนินทำนองไปอย่างหนึ่ง ดนตรีก็ดำเนินทำนองไปอีกอย่างหนึ่ง แต่ก็เป็นเพลงทะแยที่ร้องและบรรเลงไปพร้อม ๆ กัน เทียบได้กับการคลุกเคล้าปรุงรสอาหารให้รสเปรี้ยวเค็มเข้าผสมผสานกันให้โอกาส วิธีการเช่นนี้บางท่านก็เรียกว่า “คลอ”

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด จ ::

จน

หมายถึง การที่นักดนตรีบรรเลงเพลงอันถูกต้องที่เขาประสงค์ไม่ได้

อธิบาย : เพลงที่นักดนตรีจำจะต้องบรรเลงให้ถูกต้องตามความประสงค์นั้น มีอยู่หลายอย่าง เป็นต้นว่า นักร้องเขาร้องส่งเพลงอะไร นักดนตรีก็ต้องบรรเลงรับด้วยเพลงนั้น หรือเมื่อคนพากย์ เจรจา หรือคนบอกบท เขาบอกให้บรรเลงเพลงหน้าพาทย์อะไร นักดนตรีก็ต้องบรรเลงเพลงนั้น ถ้าหากนักดนตรีบรรเลงเพลงให้ตรงกับที่นักร้องเขาร้องไม่ได้ หรือบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ตามที่คนพากย์ เจรจา หรือคนบอกบทเขาบอกไม่ได้จะเป็นนิ่งเงียบอยู่หรือบรรเลงไปโดยกล้อมแกล้ม หรือบรรเลงไปเป็นเพลงอื่นก็ตาม ถือว่า “จน” ทั้งสิ้น

--------------------------------------------------------------------------------

จังหวะ

หมายถึง การแบ่งส่วนย่อยของทำนองเพลง ซึ่งดำเนินไปด้วยเวลาอันสม่ำเสมอ ทุก ๆ ระยะของส่วนที่แบ่งนี้คือจังหวะ

จังหวะที่ใช้ในการดนตรีไทย แยกออกได้เป็น 3 อย่าง คือ

๑. จังหวะสามัญ หมายถึง จังหวะทั่วไปที่จะต้องยึดถือเป็นหลักสำคัญของการขับร้องและ บรรเลง แม้จะไม่มีสิ่งใดเป็นเครื่องให้สัญญาณจังหวะ ก็ต้องมีความรู้สึกอยู่ในใจตลอดเวลา จังหวะสามัญนี้อาจแบ่งซอยลงไปได้เป็นขั้น ๆ แต่ละขั้นจะใช้เวลาสั้นลงครึ่งหนึ่งเสมอไป (ยกเว้นเพลงพิเศษที่เป็นอัตราผสม เช่นเพลงจังหวะ 6/8 หรือ 9/8 เป็นต้น) และเมื่อจังหวะสั้นลงครึ่งหนึ่งจำนวนจังหวะก็มากขึ้นอีกเท่าตัว

อุทาหรณ์ : เพลงหนึ่งมี 8 จังหวะ กินเวลาบรรเลง 128 วินาที จึงเป็นจังหวะละ 16 วินาที จะซอยส่วนจังหวะลงได้ดังนี้

จังหวะละ 16 วินาที เป็นเพลง 8 จังหวะ

ถ้าจังหวะละ 8 วินาที ก็เป็นเพลง 16 จังหวะ

ถ้าจังหวะละ 4 วินาที ก็เป็นเพลง 32 จังหวะ

ถ้าจังหวะละ 2 วินาที ก็เป็นเพลง 64 จังหวะ

ถ้าจังหวะละ 1 วินาที ก็เป็นเพลง 128 จังหวะ



ผู้ขับร้องและผู้บรรเลงดนตรีจะยึดถือเอาจังหวะขนาดไหนเป็นสำคัญ ก็แล้วแต่ความเหมาะสมของลักษณะเพลงนั้น ๆ

๒. จังหวะฉิ่ง เป็นการแบ่งจังหวะด้วยเสียงที่ตีฉิ่ง เพื่อให้รู้จังหวะเบาและจังหวะหนัก โดย ปรกติฉิ่งจะตีสลับกันเป็น “ฉิ่ง” ทีหนึ่ง “ฉับ” ทีหนึ่ง ฉิ่งเป็นจังหวะเบาและฉับเป็นจังหวะหนัก ส่วนจะใช้จังหวะถี่หรือห่างอย่างไร ก็แล้วแต่ลักษณะของเพลง

เพลงพิเศษบางเพลงอาจตีแต่เสียงที่ดังฉิ่งล้วน ๆ หรือฉับล้วน ๆ ก็ได้ เพลงสำเนียงจีนหรือญวนมักตีเป็น “ฉิ่งฉิ่งฉับ” แต่นี่เป็นการแทรกเสียงฉิ่งพยางค์ที่ 2 เข้ามาอีกพยางค์หนึ่งเท่านั้นมิได้เป็นจังหวะพิเศษอย่างใด ส่วนเพลงจังหวะพิเศษ เช่น เพลงจำพวกโอ้โลม ชมตลาด และญาณี การตีฉิ่งมีจังหวะกระชั้นในตอนท้ายประโยค เพราะเป็นเพลงประเภทประโยคละ 7 จังหวะ ถ้าเทียบกับโน้ตสากลก็เป็นจังหวะ 7/4 ห้องหนึ่งมีจังหวะ 4/4 กับ 3/4 รวมกัน จังหวะหนัก (ฉับ) จะตกที่จังหวะที่ 1 กับที่ 5 ตลอดไป หรือจะเขียนเป็น 4/4 ห้องหนึ่ง ? ห้องหนึ่งสลับกันไปก็ได้ ถ้าเขียนดังนี้ จังหวะหนัก (ฉับ) ก็จะตกที่จังหวะ 1 (หน้าห้อง) ทุก ๆ ห้องและจังหวะเบา (ฉิ่ง) ก็จะตกจังหวะที่ 3 ทุกห้อง

๓. จังหวะหน้าทับ คือ การถือหน้าทับ (ดูคำว่าหน้าทับ) เป็นเกณฑ์นับจังหวะ หมายความว่า เมื่อหน้าทับตีจบไปเที่ยวหนึ่งก็นับเป็น 1 จังหวะ ตีจบไป 2 เที่ยวก็เป็น 2 จังหวะ แต่หน้าทับที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดจังหวะนี้ โดยปรกติใช้แต่หน้าทับที่เป็นประเภทของเพลงนั้น ๆ เช่น ปรบไก่ (ดูคำว่าปรบไก่) หรือสองไม้ (ดูคำว่าสองไม้) กับอัตราชั้นของเพลง เช่น 3 ชั้น 2 ชั้น และชั้นเดียว ส่วนเพลงที่มีหน้าทับพิเศษซึ่งมีความยาวมา ก็มิได้ถือเอาหน้าทับประจำเพลงเช่นนั้นมาเป็นเกณฑ์กำหนดจังหวะ เช่น เพลงตระนิมิต (2 ชั้น) ซึ่งมีหน้าทับตะโพนประจำเพลงอยู่ เวลาบรรเลงตะโพนก็จะตีหน้าทับตระ ซึ่งมีความยาวเท่ากันกับทำนองเพลง หน้าทับกับทำนองเพลงก็จะจบลงพร้อมกัน แล้วจะถือว่าเพลงตระนิมิตมีจังหวะเดียวหาได้ไม่ หากจะตรวจให้ทราบว่าเพลงตระนิมิตมีกี่จังหวะก็จะต้องใช้หน้าทับปรบไก่ 2 ชั้น เป็นเกณฑ์ตรวจสอบ เพราะเพลงตระนิมิตเป็นเพลงประเภทหน้าทับปรบไก่ เมื่อนำหน้าทับปรบไก่มาตีเข้ากับทำนองเพลงตระนิมิตก็ตะตีหน้าทับได้ 8 เที่ยว จึงเป็นอันรู้ได้ว่าเพลงตระนิมิตมี 8 จังหวะ การที่นักดนตรีพูดกันว่าเพลงนี้เท่านั้นจังหวะ เพลงนั้นเท่านั้น ก็หมายถึง การนับจังหวะหน้าทับดังกล่าวมานี้

--------------------------------------------------------------------------------

จับ

เป็นคำเรียกแทนคำว่าท่อนของเพลงเชิดนอก (ดูคำว่าท่อนและตัว)

อธิบาย : โดยปรกติเพลงเชิด เช่น เชิดใน เชิดฉิ่ง เชิดฉาน หรือเชิดจีน เรียกการแบ่งส่วนเป็นท่อนหนึ่ง ๆ ว่า “ตัว” ทั้งนั้น เพลงเชิดนอกเพลงเดียวเท่านั้น ที่เรียกการแบ่งส่วนท่อนหนึ่งว่า “จับ” ที่เป็นดังนี้ก็เนื่องมาจากการบรรเลงประกอบการแสดงหนังใหญ่ในสมัยโบราณ ในตอนที่แสดงเบิกโรงด้วยชุดจับลิงหัวค่ำ ซึ่งมีลิงขาวกับลิงดำรบกัน การแสดงหนังใหญ่ตอนนี้ ปี่จะต้องเป่าเดี่ยวเพลงเชิดนอก และเมื่อผู้เชิดหนังนำหนังที่มีภาพต่อสู้กันด้วยท่าต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่า “หนังจับ” ออกมาปี่ก็จะต้องเป่าให้เป็นเสียง “จับให้ติดตีให้ตาย” หรือ “ฉวยตัวให้ติดตีให้แทนตาย” หรืออื่น ๆ ทำนองนี้ เรียกกันว่า เป่าจับและประเพณีการแสดงหนังใหญ่ในตอนนี้ จะต้องนำหนังจับออกมา 3 ครั้ง (ครั้งหนึ่ง ๆ มีท่าต่าง ๆ กัน) ปี่ก็ต้องเป่าจับ 3 หน และถือกันเป็นแบบแผนมาว่า เพลงเชิดนอกที่บริบูรณ์จะต้องมี 3 จับ และคำเรียนท่อนหรือตัวของเพลงเชิดนอก จึงเรียนว่า “จับ” สืบมาจนปัจจุบันนี้

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ช ::

ชั้นเดียว

เป็นคำกำหนดอัตราของหน้าทับและเพลง ซึ่งมีประโยคและจังหวะหน้าทับสั้น ๆ และมักจะดำเนินจังหวะเร็ว ถ้าจะเทียบกับการบันทึกโน้ตสากล ในจังหวะหน้าทับหนึ่ง ๆ หากเป็นเพลงประเภทสองไม้ก็จะมีความยาวเท่ากับ 1 ห้องของจังหวะ 2/4 ถ้าเป็นเพลงประเภทปรบไก่ ก็จะมีความยาวเท่ากับ 2 ห้องของจังหวะ 2/4 เพลงไทยรุ่นแรกคงจะเป็นอัตราชั้นเดียวทั้งสิ้น

อุทาหรณ์ : เพลงชั้นเดียวประเภทสองไม้ เช่น เพลงที่เรียกว่า “เพลงเร็ว” ซึ่งปี่พาทย์บรรเลงประกอบโขนละคอน เพลงเร็วนั้นทั้งทำนองที่ฆ้องระนาดบรรเลง และหน้าทับที่ตะโพนตีเป็นอัตราชั้นเดียวประเภทสองไม้ทั้งสิ้น ส่วนเพลงชั้นเดียวประเภทปรบไก่ มีตัวอย่างเช่น เพลงเขมรละออองค์ชั้นเดียว เพลงหงส์ทองชั้นเดียว เป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ด ::

เดี่ยว

เป็นวิธีบรรเลงอย่างหนึ่งที่ใช้เครื่องดนตรีจำพวกดำเนินทำนอง เช่น ระนาด ฆ้อง จะเข้ ซอ บรรเลงแต่อย่างเดียว การบรรเลงเครื่องดำเนินทำนองเพียงคนเดียวที่เรียกว่า “เดี่ยว” นี้อาจมีเครื่องประกอบจังหวะ เช่น ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง โทน รำมะนาสองหน้าหรือกลองแขก บรรเลงไปด้วยก็ได้ การบรรเลงเดี่ยวอาจบรรเลงตลอดทั้งเพลงหรือแทรกอยู่ในเพลงใดเพลงหนึ่งเป็นบางตอนก็ได้

อธิบาย : การบรรเลงเดี่ยวมีความประสงค์อยู่ 3 ประการ คือ

๑. เพื่ออวดทาง คือ วิธีดำเนินทำนองของเครื่องนดตรีชนิดนั้น

๒. เพื่ออวดความแม่นยำ

๓. เพื่ออวดฝีมือ

เพราะฉะนั้น การบรรเลงที่จะเรียกได้ว่าเดี่ยว จึงมิใช่จะหมายความแคบ ๆ เพียงบรรเลงคนเดียวเท่านั้นที่จะเรียกว่าเดี่ยวได้โดยแท้จริงนั้น ทาง (การดำเนินทำนอง) ก็ควรจะให้เหมาะสมกับที่จะบรรเลงเดี่ยว เช่น มีโอดพัน หรือวิธีการโลดโผนพลิกแพลงต่าง ๆ ตามสมควรแก่เครื่องดนตรีชนิดนั้นด้วยเพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ทั้ง 3 ประการที่กล่าวมา

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ต ::

ตับ

หมายถึง เพลงหลาย ๆ เพลงนำมาร้องและบรรเลงติดต่อกันไปซึ่งแยกออกได้เป็น 2 ชนิดคือ

๑. ตับเรื่อง เพลงที่นำมารวมร้องและบรรเลงติดต่อกันนั้น มีบทร้องที่เป็นเรื่องเดียวกัน และดำเนินไปโดยลำดับ ฟังได้ติดต่อกันเป็นเรื่องราว ส่วนทำนองเพลงจะเป็นคนละอัตรา คนละประเภท หรือลักลั่นกันอย่างไรไม่ถือเป็นสำคัญ เช่น ตับนางลอย ตับนาคบาศ เป็นต้น

๒. ตับเพลงเพลงที่นำมารวมร้องและบรรเลงติดต่อกันนั้น เป็นทำนองเพลงที่อยู่ในอัตราเดียวกัน (2 ชั้น หรือ 3 ชั้น) มีสำนวนทำนองสอดคล้องติดต่อกันสนิทสนม ส่วนบทร้องจะมีเนื้อเรื่องอย่างไร เรื่องเดียวกันหรือไม่ ไม่ถือเป็นสำคัญ เช่น ตับลมพัดชายเขา ตับเพลงยาว เป็นต้น ตับเพลง นี้บางทีก็เรียกว่า “เรื่อง” เฉพาะจำพวกเรื่องมโหรี (ดูคำว่าเรื่อง)

--------------------------------------------------------------------------------

ตัว

เป็นคำที่ใช้เรียกแทนคำว่าท่อนของเพลงบางประเภท (ดูคำว่าท่อน) เพลงที่เรียก “ตัว” แทนคำว่า “ท่อน” ก็ได้แก่เพลงจำพวกตระและเชิดต่าง ๆ นอกจากเชิดนอก

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ถ ::

ถอน

คือ การบรรเลงตอนหัวต่อระหว่างที่หักจังหวะลงเท่าตัวหนึ่ง หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น แล้วลดพยางค์ของการดำเนินทำนองลงครึ่งหนึ่ง เช่น ก่อนที่จะถอนนั้นดำเนินทำนอง “เก็บ” (ดูคำว่าเก็บ) ได้จังหวะละ 8 พยางค์ เมื่อเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นไปแล้ว ก็ลดการดำเนินทำนองเก็บนั้นลงให้เหลือจังหวะละ 4 พยางค์ หัวต่อระหว่างที่ใช้ 8 พยางค์ กับ 4 พยางค์ นี้แหละเรียกว่า ถอน

--------------------------------------------------------------------------------

เถา

คือ เพลงเพลงเดียวกัน แต่มีอัตราลดหลั่นกันลงไปตามลำดับไม่น้อยกว่า 3 ขั้น นำมาร้องหรือบรรเลงติดต่อกัน

อธิบาย : หลักของการที่จะเรียกได้ว่าเป็นเถา เพลงที่มีอัตราลดหลั่นกันลงไปตามลำดับทุก ๆ ชั้นนั้นจะต้องเป็นเพลงเดียวกัน และลดหลั่นกันลงไปไม่ต่ำกว่า 3 ขั้น ทั้งจะต้องร้องหรือบรรเลงติดต่อกันโดยไม่ขาดระยะหรือมีเพลงอื่นมาแทรกแซงเช่น บรรเลงเพลงราตรีประดับดาว 3 ชั้น 2 ชั้น และชั้นเดียวติดเป็นพืดกันไป ก็เรียกว่าเพลงราตรีประดับดาวเถา เทียบได้กับการวางภาชนะอย่างใดอย่างหนึ่งเช่น ชามเบญจรงค์ชนิดเดียวกัน ซึ่งมีขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซ้อนกันไว้ตามลำดับ เราก็เรียกชามนั้นว่า เถา หรือ 3 ใบเถา

การเรียงเพลงเป็นเถานี้ ใช่ว่าจะมีแต่ใหญ่ไปหาเล็ก คือ 3 ชั้น 2 ชั้น แล้วจึงชั้นเดียว วิธีที่กลับกันคือ ชั้นเดียว 2 ชั้น แล้วจึง 3 ชั้น ก็เคยมีใช้กันบ้าง แต่เป็นกรณีพิเศษ เช่น เดี่ยวระนาดเอกเพลงพญาโศก เป็นต้น และการบรรเลงเพลงเถานั้น อาจลดหลั่นกันกว่า 3 ขั้นก็ได้ แต่ยังไม่มีผู้กระทำกันหากจะมีขึ้นก็ถือว่าไม่ผิด

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ท ::

ทวน

ก. เป็นชื่อเรียกส่วนหนึ่งของคันซอ ซึ่งแยกออกเป็นทวนบนและทวนล่าง ถ้าเป็นซออู้ หรือซอสามสาย ตั้งแต่ใต้ลูกบิดขึ้นไปจนปลายคัน เรียกว่า ทวนบน แต่ซอด้วงซึ่งคันซอตอนนี้ขึ้นไปจนสุดยอดเป็น 4 เหลี่ยม จึงเรียกว่า โขน ไม่เรียกว่าทวน เพราะมีรูปร่างคล้ายโขนท้ายเรือ และคันตอนล่างทั้งซออู้ ซอสามสาย และซอด้วง นับตั้งแต่เหนือกะโหลก (ถ้าซอดวงก็เหนือกระบอก) ซึ่งมักทำเป็นรูปบัวคว่ำและลวดลายต่าง ๆ ขึ้นไปจนถึงส่วนกลางของคัน เรียกว่า ทวนล่าง

ข. เป็นชื่อส่วนประกอบเสริมต่อของปี่ใน หรือปี่อื่น ๆ ที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ส่วนที่ เสริมต่อตอนบนสำหรับเสียบลิ้นปี่ซึ่งมักทำด้วยงา หรือไม้เนื้อแข็ง หรือวัตถุอื่น เรียกว่า ทวนบน ส่วนที่เสริมต่อตอนปลายล่าง เพื่อให้เสียงต่ำลง ซึ่งมักทำด้วยครั่งหรือขี้ผึ้ง หรือวัตถุอื่นเรียกว่า ทวนล่าง

ค. หมายถึง การร้องหรือบรรเลงซ้ำอีกครั้งหนึ่ง อาจซ้ำเพราะตอน หรือทั้งท่อน หรือตลอดทั้งเพลง เรียกว่า ทวนได้ทั้งสิ้น การร้องหรือบรรเลงซ้ำนี้ บางทีก็เรียกว่า “กลับ” (หรือกลับต้น) และบางทีก็เรียกว่า “ย้อน” (หรือย้อนต้น)

อธิบาย : โดยเฉพาะในข้อ ค. คำว่าทวนก็ดี กลับก็ดี ถ้าแปลความหมายให้ตรงกับถ้อยคำแล้วย่อมหมายถึงการถอยหลังขึ้นไปหาต้นทั้งนั้น เช่น บรรเลงเที่ยวแรกเป็น 1-2-3-4- เมื่อให้ทวนหรือกลับหรือย้อนก็ต้องเป็น 4-3-2-1 เหมือนกับคำว่า ทวนน้ำ, กลังหลัง, ย้อนทาง แต่นี่เป็นศัพท์สังคีต เป็นถ้อยคำความหมายเฉพาะวิชา จึงจะนำความหมายสามัญมาใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการร้องหรือบรรเลงที่เรียกว่า ทวน หรือกลับหรือย้อน ต้องหมายความว่า ร้องหรือบรรเลงซ้ำเช่นเดิมอีกเที่ยวหนึ่ง เที่ยวแรกเป็น 1-2-3-4 ทวน (หรือ กลับ หรือ ย้อน) อีกเที่ยวก็ต้องเป็น 1-2-3-4 เหมือนกัน แต่อาจเปลี่ยนทำนองพลิกแพลงให้ไพเราะผิดแปลกไปจากเที่ยวแรกก็ได้ เช่น การร้องเพลงร่ายประกอบการแสดงละคอน ถ้าเขาบอกว่าทวน ก็หมายความว่าต้องร้องซ้ำ 2 ครั้ง ทุก ๆ คำกลอน (หรือเฉพาะคำใดคำหนึ่ง แล้วแต่ความประสงค์)

--------------------------------------------------------------------------------

ทอด

ก. หมายถึงการผ่อนจังหวะให้ช้าลง โดยมากใช้กับการบรรเลงก่อนที่จะจบเพลงหรือจบ ท่อน เพื่อความเรียบร้อยพร้อมเพรียงเช่น ทอดให้ร้อง ก็หมายถึงผ่อนจังหวะใช้ช้าลงเพื่อสะดวกแก่การร้อง

ข. หมายถึงการร้องเพลงละคอนอย่างหนึ่ง เช่น เพลงร่าย หรือเพลงชมตลาด เป็นต้น ในตอนที่จะหยุดให้เจรจา การร้องนี้จะต้องแทรกเอื้อน (ดูคำว่า เอื้อน) เล็กน้อย ซึ่งมีอยู่ 2 อย่าง อย่างหนึ่งเรียกว่า “ทอดเต็ม” คือ ร้องทอดเต็มคำกลอน (2 วรรค) เช่นบทว่า

"ได้ยินแว่วเสียงชนนี มาร้องเรียกอยู่ที่ประตูบ้าน”อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า “ทอดครึ่ง” คือร้องทอดเพียงครึ่งของคำกลอน (วรรคเดียว) วรรคแรกเท่านั้น เช่นบทว่า

"จงช่วยกันเร่งรัดจัดแจง”

--------------------------------------------------------------------------------

ท่อน

คือ กำหนดส่วนใหญ่ส่วนหนึ่ง ๆ ซึ่งแบ่งออกจากเพลง

อธิบาย : โดยปรกติเมื่อบรรเลงเพลงใดก็ตาม หากจบท่อนหนึ่ง ๆ แล้วมักจะกลับต้นบรรเลงซ้ำท่อนนั้นอีกครั้งหนึ่งที่กล่าวนี้มิใช้ว่าเพลงทุกเพลงจะต้องมีหลาย ๆ ท่อนเสมอไป บางเพลงอาจมีท่อนเดียวจบ หรือมี 2 ท่อน หรือหลาย ๆ ท่อนจึงจบก็ได้

--------------------------------------------------------------------------------

ทาง

คำนี้มีความหมายแยกได้เป็น 3 ประการ คือ

๑. หมายถึงวิธีดำเนินทำนองโดยเฉพาะของเครื่องดนตรีแต่ละอย่าง เช่น ทางระนาดเอก ทางระนาดทุ้ม และทางซอ ซึ่งแต่ละอย่างต่างก็มีวิธีดำเนินทำนองของตนแตกต่างกัน

๒. หมายถึงวิธีดำเนินทำนองของเพลงที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยเฉพาะ เช่น ทางของครู ก. ครู ข. หรือทางเดี่ยว และทางหมู่ ซึ่งแม้จะบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีอย่างเดียวกันก็ดำเนินทำนองไม่เหมือนกัน

๓. หมายถึงระดับเสียงของเพลงที่บรรเลง (Key) ซึ่งกำหนดชื่อเรียกเป็นที่หมายรู้กันทุก ๆ เสียง ดังจะจำแนกเรียงลำดับขึ้นไปทีละเสียงต่อไปนี้

ก. ทางเพียงออล่าง ; (หรือทางในลด) เรียกตามชื่อลูกฆ้องวงใหญ่ลูกที่ 10 (นับจาก ลูกที่มีเสียงต่ำที่สุด) ลูกฆ้องลูกนี้เรียกว่า “ลูกเพียงออ” อนุโลมเทียบกับเสียงของดนตรีสากลตรงกับเสียง ฟาร์ เพราะเมื่อบรรเลงทางนี้เสียงฆ้องลูกนี้มักจะเป็น Tonic หรือเป็นเสียงที่ปกครอง (Governing Sound) ทางนี้ใช้บรรเลงประกอบการแสดงละคอนดึกดำบรรพ์ หรือละคอนอื่น ๆ ที่บรรเลงด้วยปี่พาทย์ไม้นวม เดิมเรียกการบรรเลงทางนี้เพียงว่า “ทางเพียงออ” แต่เมื่อมีทางบรรเลงของวงมโหรีและเครื่องสาย ซึ่งเรียกว่าทางเพียงออกเหมือนกัน จึงต้องแยกเป็นทางเพียงออล่าง และทางเพียงออบน ที่เรียกทางนี้อีกอย่างว่าทางในลดนั้น หมายถึงว่า บรรเลงลดจากทางในลงมา 1 เสียง

ข. ทางใน ; สูงกว่าทางเพียงออล่าง 1 เสียง เสียงที่เป็น Tonic จึงเทียบได้กับเสียง ซอล ที่ เรียกว่าทางในนี้เรียกชื่อตามปี่ที่ใช้เป่าในวงปี่พาทย์ประจำกับเสียงนี้ ซึ่งเป่าได้ถนัดและสะดวกที่สุด ปี่นี้ชื่อว่า “ปี่ใน” ทางนี้มักใช้บรรเลงประกอบละคอนในหรือละคอนนอกและโขนในปัจจุบัน

ค. ทางกลาง ; สูงกว่าทางใน 1 เสียง เสียงที่เป็น Tonic จึงเทียบได้กับเสียง ลา ที่เรียก ว่าทางกลางนี้ เรียกตามชื่อ “ปี่กลาง” ซึ่งใช้เป่าในวงปี่พาทย์ประจำกับเสียงนี้ได้ถนัดและสะดวกที่สุด ทางนี้ใช้บรรเลงประกอบการแสดงหนังใหญ่ และโขนในสมัยโบราณ

ง. ทางเพียงออบน ; (หรือทางนอกต่ำ) สูงกว่าทางกลาง 1 เสียง เสียงที่เป็น Tonic จึง เทียบได้กับเสียง ซีแฟลต ที่เรียกว่าทางเพียงออบนนี้ เรียกตามชื่อ “ขลุ่ยเพียงออ” ซึ่งใช้เป่าประจำกับเสียงนี้ และเพื่อให้แตกต่างกับทางเพียงออล่าง จึงเติมคำว่า “บน” ดังกล่าวแล้ว ทางนี้บางทีก็เรียกว่า ทางนอก ต่ำตามชื่อ “ปี่นอกต่ำ” ที่เป่าประจำกับเสียงนี้ได้ถนัดและสะดวกที่สุด ทางนี้ใช้บรรเลงประจำกับการบรรเลงมโหรีและเครื่องสาย

จ. ทรงกรวด ; (หรือทางนอก) สูงกว่าทางเพียงออบน 1 เสียง เสียงที่เป็น Tonic จึง เทียบได้กับเสียง โด ที่เรียกว่าทางกรวดเห็นจะด้วยเป็นทางที่มีเสียงสูงที่สุดของการบรรเลงปี่พาทย์ แต่ที่เรียกว่าทางนอกนั้นเรียกตามชื่อ “ปี่นอก” ที่เป่าประกอบกับเสียงนี้ได้ถนัดและสะดวกที่สุด โดยใช้นิ้วอย่างเดียวกันกับปี่ในเป่าทางใน ทางนอกนี้ใช้บรรเลงประกอบกับการขับเสภาหรือบรรเลงปี่พาทย์รับร้องโดยปกติละคอนนอกในสมัยโบราณก็ใช้เสียงนี้

ฉ. ทางกลางแหบ ; สูงกว่าทางกรวด 1 เสียง เสียงที่เป็น Tonic จึงเทียบได้กับเสียง เร ที่เรียกว่าทางกลางแหบก็ด้วยเมื่อบรรเลงทางนี้ ปี่กลางจะต้องเป่าแหบโดยมาก เหมือนอย่างปี่ในเป่าทางนอก ทางนี้มิได้ใช้ประจำกับการแสดงอะไร

ช. ทางชวา ; สูงกว่าทางกลางแหบ 1 เสียง เสียงที่เป็น Tonic จึงเทียบได้กับเสียง มี ที่เรียกว่า ทางชวาก็เรียกตามชื่อ “ปี่ชวา” ซึ่งเป่าประจำกับการบรรเลงในทางนี้ได้ถนัดและสะดวกที่สุด ทางนี้ใช้ประจำกับการบรรเลงที่มีปี่ชวา เช่น เครื่องสาย ปี่ชวา เป็นต้น ยกเว้นการบรรเลงปี่พาทย์นางหงส์ ซึ่งแม้จะผสมปี่ชวา ก็ไม่บรรเลงทางชวา หากแต่บรรเลงทางเพียงออบนหรือทางนอกต่ำ เพื่อสะดวกแก่การบรรเลงเครื่องดนตรีอื่น ๆ ในวงปี่พาทย์

หมายเหตุ ทางทั้ง 7 เสียงนี้ มิใช่ว่าเมื่อบรรเลงทางซึ่งเป็นระดับเสียง (Key) ใด จะต้องคงอยู่ในทางนั้นเสมอไป เพราะเพลงบางเพลงท่านผู้แต่งได้ย้ายระดับเสียงอยู่ในตัว หรือบางเพลงท่านผู้แต่งได้ย้ายระดับเสียงอยู่ในตัว หรือบางเพลงก็มีประเพณีกำหนดให้เปลี่ยนระดับเสียง ก็ต้องบรรเลงเปลี่ยนทางไปตามความเหมาะสมของเพลงนั้น ๆ

--------------------------------------------------------------------------------

ทำนอง

คือ เสียงสูง ๆ ต่ำ ซึ่งสลับสับสนกัน จะมีความสั้นยาวเบาแรงอย่างไร ก็แล้วแต่ความประสงค์ของผู้แต่ง

--------------------------------------------------------------------------------

เท่า

บางทีก็เรียกว่า “ลูกเท่า” เป็นทำนองเพลงพิเศษตอนหนึ่ง ซึ่งไม่มีความหมายในตัวอย่างใด หากแต่มีความประสงค์อยู่อย่างเดียวเพียงให้ทำนองนั้นยืนอยู่ ณ เสียงใดเสียงหนึ่งแต่เพียงเสียงเดียว เท่า หรือ ลูกเท่า นี้จะต้องอยู่ในกำหนดบังคับของจังหวะหน้าทับ โดยมีความยาวเพียงครึ่งจังหวะหน้าทับเท่านั้น (นอกจากในเพลงเรื่องบางเพลง เท่าอาจยาวเป็นพิเศษถึงเต็มจังหวะก็ได้) และโดยปรกติมีแทรกอยู่ในเพลงประเภทหน้าทับปรบไก่

ประโยชน์ของ “เท่า” นี้มีไว้เพื่อใช้แทรกในระหว่างประโยควรรคตอนของทำนองเพลง เพื่อเชื่อมให้ประโยคหรือวรรคตอนของเพลงติดต่อกันสนิทสนม หรือเพิ่มให้ครบถ้วน จังหวะหน้าทับ เทียบได้กับคำสันธานที่ใช้ในอักษรศาสตร์

อธิบาย : ที่ว่าเท่าประสงค์เพียงจะยืนอยู่ในเสียงใดเสียงหนึ่ง แต่เสียงเดียวนั้น มิใช่ว่าจะบรรเลงหรือร้องเฉพาะแต่เสียงนั้นเสียงเดียว ทำนองของเท่าย่อมประดิษฐ์ดัดแปลงให้ไพเราะไปได้ตามพอใจ แต่ว่าจะต้องอยู่ในลักษณะของเท่า และตกอยู่ในเสียงที่ประสงค์จะยืนอยู่ ดังโน้ตตัวอย่าง “เท่า” อัตรา 2 ชั้น ข้างล่างนี้

เท่า เนื้อแท้ - - - ด - ร ร ร - - - ม - ร ร ร

เท่า ที่ตบแต่ง - ด ร ด ท ล ซ ร ซ ซ ร ซ ล ท ด ร

เท่า เนื้อแท้ - - - ล - ด ด ด - - - ร - ด ด ด

เท่า ที่ตบแต่ง - - - ด ท ล ท ด ท ล ร ด ท ล ท ด

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด น ::

เนื้อ

ก. ใช้เรียกบทประพันธ์ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ใช้ขับร้อง แต่เพื่อให้ได้ความหมายชัดเจน มักจะ เรียกว่า “เนื้อร้อง”

ข. ใช้เรียกการตีเครื่องหนังหรือทำนองเพลงที่เป็นเนื้อแท้ของเพลงจริง ๆ คือ ทำนองที่มิได้ตบแต่งพลิกแพลงอย่างใด ถ้าจะเรียกให้ได้ความหมายชัดเจนก็เรียกว่า “เนื้อเพลง” ฆ้องวงใหญ่ที่ตีโดยปรกตินั้นคือ เนื้อ (หรือเนื้อเพลง) ส่วนระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฯลฯ ย่อมดำเนินทำนองพลิกแพลงออกไป เปรียบได้กับหนังหรือขน ซึ่งหุ้มห่อตบแต่งให้เนื้องดงามขึ้น (ดูโน้ตเปรียบเทียบที่คำว่าสะบัด)

--------------------------------------------------------------------------------

แนว

๑.ขนาดหรือกำลังความช้าเร็วของการดำเนินจังหวะ ที่พูดกันว่า แนวดี ก็คือ ในขณะบรรเลงหรือขับร้องได้รักษาขนาดหรือกำลังความช้าเร็วของจังหวะไว้ได้โดยเรียบร้อยสม่ำเสมอ และเหมาะสมกับทำนองเพลงนั้น ๆ เพลงใด ตรงไหน ควรช้าเร็วเพียงใด ก็ปฏิบัติอย่างนั้น

๒.การดำเนินทำนองของเครื่องดนตรีแต่ละอย่างหรือการขับร้อง ซึ่งตรงกับคำว่าทาง (ดูคำว่าทางข้อ 1) เช่น แนวปี่ แนวระนาดและแนวร้อง เป็นต้น แต่โดยมากมักจะใช้พูดเวลาที่ดูโน้ตในฉบับรวมเครื่อง (Score)

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ป ::

ปรบไก่

เป็นชื่อของหน้าทับ (ดูคำว่าหน้าทับ) ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีส่วนสัดค่อนข้างยาว (ทุก ๆ อัตรา มีความยาวเป็น 2 เท่าของหน้าทับสองไม้) สำหรับตีประกอบกับเพลงที่มีทำนองดำเนินประโยควรรคตอนเป็นระเบียบ

อธิบาย : หน้าทับประเภทที่เรียกว่าปรบไก่นี้ ปราชญ์ทางดนตรีโบราณได้คิดอัตรา 2 ชั้นขึ้นก่อน โดยแปลงจากเสียงร้องของลูกคู่ในการร้องเพลงปรบไก่ (เพลงพื้นเมืองโบราณอย่างหนึ่ง) มาเป็นวิธีตีของตะโพน คำรับและทำนองร้องของลูกคู่เพลงปรบไก่นั้นร้องว่า “ฉ่า ฉ่า ช้า – ชะฉ่า ไฮ้ – ” และเปลี่ยนมาเป็นเสียงตะโพน หน้าทับนี้จึงเรียกว่า ปรบไก่ เมื่อขยายขึ้นเป็นอัตรา 3 ชั้น หรือตัดลงเป็นชั้นเดียว ก็คงเรียกว่าหน้าทับปรบไก่เช่นเดิม หน้าทับปรบไก่นี้เป็นมูลให้ประดิษฐ์หน้าทับอื่น ๆ ขึ้นอีกหลายหน้าทับ เช่น หน้าทับเขมร และหน้าทับสดายง (สำหรับเพลงสำเนียงแขก) เป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------

ประ

เป็นวิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งของเครื่องดนตรีประเภทที่ใช้นิ้วบังคับเสียงสูงต่ำ (เช่นซอ) ในเมื่อทำนองเพลงตอนนั้นเป็นเสียงยาวจึงใช้ กลางนิ้ว แตะเร็ว ๆ ก็จะบังเกิดเป็นเสียงที่สูงขึ้นไปสลับกับเสียงเดิมถี่ ๆ

--------------------------------------------------------------------------------

ประคบ

หมายถึง การบรรเลงที่ทำให้เสียงดนตรีนั้นดังชัดเจนถูกต้องตามความเหมาะสมของทำนองเพลง

อธิบาย : การบรรเลงดนตรีไม่ว่าจะเป็นประเภท ดีด สี ตี หรือ เป่า นอกจากทำเสียงสูงต่ำถูกทำนองแล้ว จะต้องให้เสียงดังเหมาะสมกับทำนองด้วย เช่น ตีฆ้องวงใหญ่ แม้เป็นฆ้องลูกเดียวกัน บางครั้งก็ต้องตีให้ดัง “หนอด” บางครั้งก็ต้องตีให้ดัง “หน่ง” การสีซอบางครั้งก็ต้องการให้หวานให้เพราะให้ดุดัน ซึ่งจะชัดเจนได้ก็ด้วยการประคบทั้งนั้น และเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน เปรียบให้เห็นง่าย ๆ ก็เหมือนกับการพูดอักษร ร. และ ล. ก็ต้องกำหนดให้รู้ว่าคำไหนควรทำปากอย่างไร และลิ้นจดตรงไหน อย่างไร ซึ่งในภาษาของดนตรีเรียกว่าประคบทั้งสิ้น

--------------------------------------------------------------------------------

ประสาน

เป็นการบรรเลงหรือร้องคนละทางในเพลงเดียวกันและพร้อม ๆ กัน อาจเป็นเครื่องดนตรีกับเครื่องดนตรี หรือร้องกับร้อง หรือดนตรีกับร้องก็ได้ เสียงของดนตรีหรือร้องที่แยกกันเป็นคนละทางย่อมมีเสียงที่ตกจังหวะเป็นคนละเสียงบ้าง รวมเป็นเสียงเดียวกันบ้าง เช่นเดียวกับหลักการประสานเสียง (Harmony) ของดนตรีสากล เช่น การร้องเพลงช้าประสมเสียงระฆัง ในละคอนดึกดำบรรพ์เรื่องอิเหนา พระนิพนธ์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------

ปริบ

เป็นวิธีการบรรเลงอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดเสียงเต้นระริกไปในตัวเล็กน้อย เครื่องดนตรีจำพวกที่ใช้นิ้ว (เช่นปี่หรือซอ) ก็ขยับนิ้วให้สั่นสะเทือนขึ้น คล้ายกับทำให้เสียงนั้นรั่วปริบออกมา ส่วนเครื่องดนตรีประเภทตี (เช่น ฆ้องวง) ก็ตีลงไปโดยทำให้ไม้ตีสั่นสะเทือนสะท้อนขึ้นมานิดหน่อยอธิบาย : เสียงที่เกิดจากการปฏิบัติที่เรียกว่า "ปริบ" นี้ก็ดังคล้ายกับที่ปากเราพูดคำว่า "ปริบ" นี่แล

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด พ ::

พรม

เป็นวิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งของเครื่องดนตรีประเภทที่ใช้นิ้วบังคับเสียงสูงต่ำ (เช่นซอ) ในเมื่อทำนองเพลงตอนนั้นมีเสียงยาวพอควร จึงใช้ปลายนิ้วแตะเร็ว ๆ ก็จะบังเกิดเป็นเสียงที่สูงขึ้นไปสลับกับเสียงเดิมถี่ ๆ

อธิบาย : ความประสงค์ของ "พรม" นี้ก็เป็นอย่างเดียวกับ "ประ" (ดูคำว่าประ) แต่เสียงที่เกิดขึ้นนั้น พรมละเอียดกว่าประ ส่วนที่ที่จะใช้ก็แล้วแต่ความสมควรของทำนองเพลงตอนนั้น

--------------------------------------------------------------------------------

พัน

ก. เป็นชื่อเรียกเพลงตอนหลังของเพลงองค์พระพิราพ

ข. หมายถึงทาง (ดูคำว่าทางข้อ 2) ดำเนินทำนองเพลงอย่างหนึ่ง ซึ่งดำเนินไปโดยการแทรกแซงเสียงให้ถี่ ดังที่เรียกว่าเก็บ (ดูคำว่าเก็บ) โดยให้ทำนองเกี่ยวพันไปกับเนื้อเพลงเหมือนเถาวัลย์พันไม้ บางท่านก็ว่าเป็นการดำเนินทำนองไปในระดับเสียงต่ำ

--------------------------------------------------------------------------------

เพลง

คือ ทำนองที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นโดยมีส่วนสัด มีจังหวะ วรรคตอน และสัมผัสถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของดุริยางคศิลป์ เช่นเดียวกับบทกวีที่แต่งขึ้นโดยใช้ถ้อยคำ เสียง อักษร สระ และวรรณยุกต์ตามกฎแห่งฉันทลักษณ์ เพลงหนึ่งจะมีกี่จังหวะ กี่ท่อน ไม่บังคับแต่แบบแผนของเพลงไทยที่มีมาแต่โบราณ ท่อนหนึ่ง ๆ ไม่เคยมีน้อยกว่า 2 จังหะ (หน้าทับ) เลย สมัยโบราณบางทีก็เรียกว่า “ลำ” (ดูคำว่าลำ)

--------------------------------------------------------------------------------

เพี้ยน

คือ เสียงที่ไม่ตรงกับระดับที่ถูกต้อง

อธิบาย : ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องหรือเสียงของเครื่องดนตรีชนิดใด ๆ จะเป็นเสียงเดียวหรือหลายเสียงก็ตาม ถ้าเสียงนั้นผิดจากระดับเสียงที่ถูกที่ควร ไม่ว่าจะสูงไปหรือต่ำไปแม้แต่เพียงเล็กน้อย ย่อมเรียกได้ว่าเพี้ยนทั้งสิ้น เช่น ร้องสูงหรือต่ำกว่าเสียงดนตรี หรือเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่งเทียบเสียงไม่ตรงกับเครื่องดนตรีอื่น ๆ ในวงเดียวกัน หรือเครื่องดนตรีนั้นมีเสียงตรงถูกต้องแล้ว แต่ผู้บรรเลงได้ปฏิบัติผิดพลาดทำให้เสียงผิดระดับเช่นการกดนิ้วซอผิดส่วนสัดเป็นต้น เสียงที่ไม่ตรงระดับเช่นนี้ ถือว่าเพี้ยนทั้งนั้น

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ม ::

ไม้

ก. เป็นกำหนดนับจำนวนการตี กลองทัด ที่เรียกว่า “ไม้เดิน” แต่ละที (ดูคำว่า ไม้เดิน) การตีไม้เดินทีหนึ่งก็เรียกว่า 1 ไม้ 2 ที ก็เรียกว่า 2 ไม้

ข. ใช้เรียกแทนคำว่า “ท่อน” ของการตีกลองแขกหน้าทับเพลงสะระหม่า เช่น ไม้ 1 ก็หมายถึงท่อน 1 ไม้ 2 ก็หมายถึงท่อน 2 และไม้สร้อยสนก็หมายถึงท่อนที่เรียกว่าสร้อยสน เป็นต้น

ค. เรียกการตีส่าย (ดูคำว่า ส่าย) ของกลองแขกและกลองมลายูเรียกวิธีขยับกรับเสภาแต่ละแบบ เช่น ไม้กรอ ไม้ 1 ไม้ 2 และไม้รบ เป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------

ไม้กลอง

ได้แก่การตี กลองทัด ตามแบบแผนที่บัญญัติไว้เป็นประจำกับทำนองเพลงนั้น ๆ

อธิบาย : กลองทัดก็มีหน้าที่ตีให้ถูกต้องตามแบบแผนที่บัญญัติไว้เป็นประจำกับทำนองเพลงต่าง ๆ เช่นเดียวกับเครื่องขึงด้วยหนังที่เลียนเสียงจากทับต้องตีตามหน้าทับ (ดูคำว่า หน้าทับ) แต่กลองทัดเป็นเครื่องขึงด้วยหนังประกอบจังหวะอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมิได้เลียนเสียงมาจากทับ เพราะฉะนั้นวิธีตีของกลองทัดจึงเรียกว่า “ไม้กลอง” ไม่เรียกว่าหน้าทับ

--------------------------------------------------------------------------------

ไม้เดิน

เป็นการตี กลองทัด ที่ดำเนินเรื่อย ๆ ไปตามจังหวะ โดยมิได้มีการตีสอดแทรกแซงให้กระชั้นเข้าไป คือตีดำเนินไปตามจังหวะอันสม่ำเสมอ ซึ่งจะถี่หรือห่างเท่าใดนั้น แล้วแต่ลักษณะของทำนองเพลง

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ย ::

ย้อย

(เป็นแบบหนึ่งของ “ลัก” ดูคำว่า ลัก) หมายถึง การร้องหรือบรรเลงอย่างหนึ่ง ซึ่งประดิษฐ์ทำนองให้เสียงที่ควรจะตกลงตรงจังหวะไปตกลงภายหลังจังหวะ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำนองของประโยคนั้นก็จำจะต้องยาวกว่าประโยคธรรมดา

อธิบาย : วิธีการที่เรียกว่า “ย้อย” นี้ ตรงกันข้ามกับล่วงหน้า (ดูคำว่า ล่วงหน้า) เพราะล่วงหน้านั้นตัดทำนองให้สั้นเพื่อที่จะให้หมดประโยคก่อนจังหวะ แต่ย้อยต้องยืดทำนองให้ยาวเพื่อที่จะให้หมดประโยชน์ทีหลังจังหวะ การร้องเพลงไทยเกือบจะทุกเพลง ถ้าถ้อยคำตรงที่ลงจังหวะเป็นเสียงไม่ตรงกับทำนอง ผู้ร้องก็จำจะร้องร้องให้ชัดถ้อยคำเสียก่อน แล้วจึงเอื้อนไปหาเสียงเพลง วิธีร้องอย่างนี้ถือได้ว่าเป็นย้อยทั้งสิ้น เพราะเสียงสำคัญของทำนองลงภายหลังจังหวะ

--------------------------------------------------------------------------------

โยน

บางทีก็เรียกว่า “ลูกโยน” เป็นทำนองเพลงพิเศษตอนหนึ่งซึ่งไม่มีความหมายในตัวอย่างไร หากแต่มีความประสงค์อยู่อย่างเดียวเพียงให้ทำนองตอนนั้นยืนอยู่ ณ เสียงใดเสียงหนึ่ง แต่เสียงเดียว (เหมือนคำว่า “เท่า” ที่กล่าวมาแล้ว” แต่โยนหรือลูกโยนนี้ไม่บังคับในเรื่องกำหนดจำนวนจังหวะ จะบรรเลงโยนอยู่มากน้อยกี่จังหวะก็ได้ และโยนนี้จะมีแทรกอยู่แต่ในเพลงประเภทหน้าทับสองไม้เท่านั้น

ประโยชน์ของ “โยน” มีไว้เพื่อเป็นที่พักของเพลงบางตอน และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รอง ผู้บรรเลง หรือผู้แต่งเพลง ได้ประดิษฐ์ทำนองดัดแปลงออกไปได้ตามพอใจ จะสั้นยาวเท่าใดก็ได้ เพียงแต่เมื่อสุดท้ายของการพลิกแพลงไปแล้ว ให้มาตกอยู่ที่เสียงอันเป็นความประสงค์ของโยนตอนนั้นเท่านั้น

อธิบาย : ที่ว่า “โยน” ไม่บังคับในเรื่องจำนวนจังหวะนั้น หมายความว่า จะโยนอยู่เพียง 2 - 3 จังหวะก็ได้ หรือจะให้มากไปถึง 10 - 20 จังหวะก็ได้ ไม่เป็นผิดทั้งสิ้น โยนหรือลูกโยนนี้ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นง่าย ๆ ก็คล้ายกับการไกวชิงช้า เราจะไกวแรงหรือเบาก็ได้ ไกวแรงก็แกว่งไปไกลและหลายเที่ยวกว่าจะหยุด ถ้าไกวเขาก็แกว่งใกล้ ๆ และไม่กี่เที่ยวก็หยุด แต่จะไกวแรงหรือเบาก็ตามก็จะต้องผ่านเส้นศูนย์ (ดิ่ง) อยู่เสมอและในที่สุดเมื่อหยุดลง ก็ต้องมาหยุดอยู่ตรงเส้นศูนย์ด้วยกัน โยนก็มีลักษณะอย่างนี้ใครจะประดิษฐ์ให้พิสดารอย่างใดก็ได้ แต่ที่สุดจะต้องมาตกอยู่ที่เสียงอันเป็นความประสงค์ของโยนตอนนั้น ดังโน้ตตัวอย่าง “โน้ต” อัตรา 2 ชั้น

โยน เนื้อแท้ - - - ล - ด ด ด - - - ร - ด ด ด

โยน ที่ตบแต่ง - - - ด ท ล ท ด ท ล ร ด ท ล ท ด

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ร ::

ร้อง

คือ การเปล่งเสียงออกไปให้เป็นทำนอง (ดูคำว่า ทำนอง) จะมีถ้อยคำหรือไม่มี หรือมีแต่สระอะไรก็ได้ แต่ต้องถือทำนองเป็นสำคัญ ถ้อยคำต้องน้อมเข้าหาทำนอง เช่น ร้องเพลงต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนการร้องเพลงพื้นเมืองต่าง ๆ มีวิธีการอย่างขับ (ดูคำว่า ขับ) ระคนอยู่เป็นอันมาก

--------------------------------------------------------------------------------

รัว

คำนี้มีความหมาย 2 ประการคือ

๑.หมายถึงชื่อเพลงไทยเพลงหนึ่ง ซึ่งทำนองเพลงบางตอนยืนอยู่เสียงเดียวนาน ๆ แต่ซอยลงเป็นหลาย ๆ พยางค์ และเร่งให้ค่อย ๆ ถี่ขึ้นไปโดยไม่จำกัด เพราะในตอนที่ยืนเสียงอยู่ ณ เสียงใดเสียงหนึ่งนี้ไม่มีจังหวะควบคุม เพลงรัวมีทั้งลาเดียวและ 3 ลา มักใช้เป็นหน้าพาทย์ประกอบการแสดงอภินิหารต่าง ๆ กับใช้เป็นเพลงต่อท้ายเพลงเสมอ เพลงตระ และเพลงบรรเลงในการไหว้ครูเกือบทุกเพลง

๒.หมายถึง วิธีบรรเลงที่ทำเสียงหลาย ๆ พยางค์ให้สั้นและถี่ที่สุด ถ้าเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี (เช่น ระนาด) ก็ใช้ตีสลับกัน 2 มือ เครื่องดนตรีประเภทสี (เช่น ซอ) ก็ใช้คันชักสีสั้น ๆ เร็ว ๆ เครื่องดนตรีประเภทดีด (เช่น จะเข้) ก็ใช้ไม้ดีด ดีดเข้าออกสลับกันเร็ว ๆ และเครื่องดนตรีประเภทเป่า (เช่น ขลุ่ย) ก็รัวด้วยนิ้วปิดเปิดให้ถี่และเร็วที่สุดรัวในประการที่ 2 นี้ ถ้าเป็นวิธีบรรเลงของระนาดเอก ยังแยกออกได้เป็น 2 อย่าง คือ รัวเสียงเดียว อย่างหนึ่ง กับรัวเป็นทำนอง อีกอย่างหนึ่ง

ก. รัวเสียงเดียว คือ ใช้ไม้ตีสลับกัน 2 มือ ลงบนลูกระนาดลูกเดียวกัน ให้ถี่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าทุก ๆ พยางค์จะต้องย่อยส่วนลงตามจังหวะ การตีรัวเสียงเดียวนี้อาจย้ายเสียงไปตามทำนองเพลงได้ตามพอใจ แต่ทั้ง 2 มือจะต้องตีอยู่ที่ลูกระนาดลูกเดียวกันเสมอ

ข. รัวเป็นทำนอง คือ การตีสลับกัน 2 มือให้ถี่ ๆ และดำเนินเป็นทำนองไปด้วย เพราะฉะนั้นทั้ง 2 มือที่ตีลงบนลูกระนาด จึงเป็นคนละลูกโดยมาก และพยางค์ของเสียงจะต้องย่อยลงตามจังหวะ ให้ถี่เป็น 2 เท่าของ “เก็บ” เช่นเดียวกับ “ขยี้” แต่การปฏิบัติของระนาดเอก เวลา “ขยี้” อยู่ในเวลาดำเนินจังหวะค่อนข้างช้า แต่เวลา “รัว” (เป็นทำนอง) อยู่ในเวลาดำเนินจังหวะเร็ว นอกจากนั้น เวลา “ขยี้” ระนาดตี 2 มือเป็นคู่ 8 ทุกเสียง แต่เวลา “รัว” ตีด้วยมือซ้ายและขวาสลับมือละเสียงต่อกันเป็นทำนอง

--------------------------------------------------------------------------------

รื้อ

เป็นทำนองร้องอย่างหนึ่งที่ใช้ในตอนขึ้นต้นของเพลงร่าย ซึ่งมีเอื้อนและทอดเสียงให้ภาคภูมิ มักจะใช้เฉพาะในบทที่ขึ้นข้อความสำคัญ ๆ เท่านั้น

--------------------------------------------------------------------------------

เรื่อง

คือ เพลงหลาย ๆ เพลง นำมาจัดรวมบรรเลงติดต่อกันไป เพลงทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า “เพลงเรื่อง” และตั้งชื่อเรื่องต่าง ๆ กันแล้วแต่กรณี

อธิบาย : ในการตั้งชื่อเรื่องนี้ โดยปรกติตั้งตามชื่อของเพลงที่บรรเลงเป็นอันดับแรก หรือเพลงที่สำคัญในเรื่องนั้น เช่นจำพวกเพลงเรื่องมโหรี ก็มีเรื่องพระนเรศวรชนช้าง ซึ่งมีเพลงนเรศวรชนช้างเป็นเพลงแรก เรื่องเพลงยาวมีเพลงทะแยเป็นอันดับแรก แต่เพลงยาวเป็นเพลงสำคัญยาวถึง 7 ท่อน ฯลฯ (เพลงเรื่องจำพวกมโหรีนี้ บางทีก็เรียกว่า “ตับ” ดูคำว่า ตับ) จำพวกเพลงช้าก็มีเรื่องเต่ากินผักบุ้ง เรื่องสารถี เป็นต้น จำพวกสองไม้ก็มีเรื่องสีนวล เรื่องทยอย เป็นต้น จำพวกเพลงเร็วก็มีเรื่องแขกมัดตีนหมู เรื่องแขกบรเทศ เป็นต้น และจำพวกเพลงฉิ่งก็มีเรื่องมุล่ง เรื่องช้างประสานงา เป็นต้น เหล่านี้เรียกตามชื่อเพลงอันดับแรกทั้งนั้น แต่บางเรื่องเรียกชื่อเรื่องตามกิจการที่บรรเลงประกอบก็มี เช่น เรื่องทำขวัญ (หรือเวียนเทียน) ซึ่งเพลงอันดับแรกเป็นเพลงนางนาค แต่ใช้ในกรณีทำขวัญหรือเวียนเทียนสมโภช และบางเรื่องก็เรียกตามหน้าทับ (ดูคำว่าหน้าทับ) เช่น เรื่องนางหงส์ ซึ่งใช้ประโคมศพ เพลงที่บรรเลงขึ้นต้นด้วยเพลงพราหมณ์เก็บหัวแหวน แต่กลองมลายูที่ตีประกอบจังหวะ ตีหน้าทับนางหงส์ ดังนี้เป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ล ::

ล่วงหน้า

(เป็นแบบหนึ่งของ “ลัก” ดูคำว่า ลัก) หมายถึงการร้องหรือบรรเลงอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่งพลิกแพลงทำนองบรรเลงโดยตัดทำนองให้สั้นเพื่อไปถึงเสียงที่ตกจังหวะให้ตกก่อนเครื่องดนตรีอื่น ๆ คือบรรเลงขึ้นต้นประโยคพร้อมกับเครื่องดนตรีอื่น แต่ให้สุประโยคก่อน

อธิบาย : วิธีการบรรเลงแบบนี้ มักเป็นการบรรเลงประจำของระนาดทุ้มไม้ ทุ้มเหล็ก และซออู้ แต่เครื่องดนตรีอื่น ๆ เช่น ระนาดเอก และซอด้วง ก็มีใช้อยู่บ้างบางโอกาส ถ้าจะเปรียบเทียบกับคำว่าเหลื่อม จะเห็นว่าผิดกันตรงที่เหลื่อมแบ่งผู้บรรเลงเป็นพวกหน้าพวกหลัง ขนาดของประโยคบรรเลงยาวเท่ากัน พวกที่จะเหลื่อมต้องบรรเลงขึ้นมาก่อน และเป็นการบรรเลงตามที่ท่านผู้แต่งเพลงได้กำหนดไว้แล้ว (ดูคำว่าเหลื่อม) ส่วนล่วงหน้านี้เป็นวิธีการของเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้บรรเลงได้ประดิษฐ์ขึ้นเอง ไม่มีการแบ่งพวกและทำนองที่บรรเลงก็ขึ้นต้นประโยคมาพร้อม ๆ กัน หากแต่รีบหาทางตัดให้สั้น ล่วงหน้าไปให้ถึงเสียงท้ายประโยคก่อนผู้อื่นเท่านั้น

--------------------------------------------------------------------------------

ล้วง

ได้แก่การบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเพิ่มทำนองบรรเลงล้ำเข้ามาก่อนที่จะถึงหน้าที่บรรเลงตามปรกติ

อธิบาย : วิธีการอย่างนี้มักจะมีในตอนที่บรรเลงลูกล้อลูกขัดหรือเวลาที่จะรับจากร้าง คือก่อนที่จะถึงหน้าที่บรรเลงตามปรกติของตน ก็หาทำนองอย่างใดอย่างหนึ่งบรรเลงขึ้นมาก่อนที่อีกฝ่ายหนึ่งจะจบ

--------------------------------------------------------------------------------

ล่อน

ได้แก่การปฏิบัติในวิธีที่เรียกว่า สะบัด ขยี้ รัว หรือกวาด ได้ชัดเจนทุกเสียงไม่กล้อมแกล้มหรือกระทบเสียงอื่นที่ไม่ต้องการเหมือนกับผลเงาะที่แกะเนื้อออก ไม่มีติดเมล็ดเลย เราก็เรียกว่า “ล่อน”

--------------------------------------------------------------------------------

ละเอียด

เป็นคำเรียกการบรรเลงรัวหรือกรอ (ดูคำว่ารัวและกรอ) ที่บรรเลงได้โดยมีพยางค์ของเสียงถี่มาก ซึ่งถือว่าการรัวหรือกรอไม้ละเอียดนั้น เป็นการปฏิบัติที่ดี

--------------------------------------------------------------------------------

ลัก

หรือ “ลักจังหวะ” หมายถึงการร้องหรือบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีทั้งเครื่องทำทำนองและเครื่องประกอบจังหวะ ซึ่งดำเนินไปโดยไม่ตรงกับจังหวะ เสียงที่หนักหรือน่าจะลงตรงจังหวะก็ทำให้ตกลงในที่อื่นซึ่งไม่ตรงจังหวะ แต่การกระทำนี้เป็นการกระทำโดยเจตนา เพื่อที่จะให้เกิดความไพเราะหรือเร้าอารมณ์ไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งไม่ถือว่าเป็นผิด ลักหรือลักจังหวะนี้ แบ่งออกไปได้เป็น 3 อย่างคือ เหลื่อม ล่วงหน้า และย้อย (ดูคำว่าเหลื่อม ล่วงหน้า และย้อย) ซึ่งมีลักษณะต่าง ๆ กันทั้งนั้น

--------------------------------------------------------------------------------

ลา

ก. เป็นชื่อเพลงที่บรรเลงเพื่อแสดงว่า “จบ” หรือ “จบภาค” ของการบรรเลงในตอนนั้น

ข. ไม้กลองที่ตีสอดแทรกแซงให้กระชั้นกัน ซึ่งเป็นไปตามแบบบัญญัติ มิใช่เล่นไม้ เพื่อให้ทราบว่าจบตอนของเพลงหรือจบเพลง เช่น เพลงเสมอ จะตีไม้เดิน (ดูคำว่าไม้เดิน) 5 ไม้แล้วจึงถึงลาเรียกว่า “5 ไม้ลา” หมายความว่าดำเนินเรื่อย ๆ มา 5 จังหวะ (ของกลอง) แล้วก็ถึงตอนจบ

อธิบาย : คำว่า “ลา” ก็หมายความว่า “จบ” เวลาบรรเลงเพลงเร็วมาแล้ว พอจะจบก็ติดต่อด้วยเพลงลา และเพลงรัว 3 ลา ก็คือรัว 3 จบหรือรัว 3 ครั้ง แล้วจึงลงจบ

--------------------------------------------------------------------------------

ลำ

ในสมัยโบราณใช้เรียกแทนคำว่าเพลง เช่น เพลงนางนาค เรียกว่าลำนางนาค การละเล่นอย่างหนึ่งทางภาคอีสาน ที่ร้องเคล้าไปกับแคน เรียกว่า “ลำแคน” คนร้องเรียกว่า “หมอลำ” และคนเป่าแคนเรียกว่า “หมอแคน”

ในสมัยปัจจุบัน มักจะแยกความหมายระหว่าง “เพลง” กับ “ลำ” เป็นคนละอย่าง เพลงหมายถึงทำนองที่มีกำหนดความสั้นยาวแน่นอน (ดูคำว่าเพลง) แม้เพลงบางเพลงที่มีโยนซึ่งไม่กำหนดจำนวนจังหวะ แต่เมื่อถึงเนื้อเพลงก็มีทำนองอันแน่นอนหากจะมีบทร้องก็ต้องถือทำนองเพลงเป็นใหญ่ ส่วนลำนั้นถือถ้อยคำอันเป็นบทร้องเป็นสำคัญ ต้องน้อมทำนองเข้าหาถ้อยคำและความสั้นยาวไม่มีกำหนดแน่นอน เช่น การขับลำของหมอลำเป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------

ลำนำ

เสียงที่สั้นยาวเบาแรงของการขับร้องหรือเครื่องดนตรีต่าง ๆ

อธิบาย : ไม่ว่าการเปล่งเสียงหรือการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี ทั้งที่ดำเนินทำนองและประกอบจังหวะ ย่อมมีส่วนสัดคามสั้นยาวเบาแรงของเสียง แม้แต่การอ่านโคลงฉันท์กาพย์กลอนหรือการเป่านกหวีดให้จังหวะฝึกหัดพลศึกษา ก็ย่อมมีความสั้นยาวเบาแรง อาการที่เป็นที่ฆะรัสสะและครุลหุเช่นนี้แหละ เรียกว่า ลำนำ ซึ่งเทียบได้กับศัพท์ดนตรีสากลว่า Rhythm

--------------------------------------------------------------------------------

ลีลา

ได้แก่ส่วนสัดและลักษณะความเคลื่อนไหวของการดำเนินทำนองและลำนำ (ดูคำว่าทำนองและลำนำ)

อธิบาย : อันส่วนสัดและลักษณะของความเคลื่อนไหวที่ดำเนินไปนั้นย่อมมีแกศิลปะทุกแขนง ๆ แต่ในที่นี้เป็นเรื่องของการร้องเพลงและบรรเลงดนตรี จึงกำหนดของคำว่า “ลีลา” หมายถึงส่วนสัดและลักษณะความเคลื่อนไหวของการดำเนินทำนองและลำนำ อันส่วนสัดความเคลื่อนไหวการดำเนินทำนองและลำนำของเพลงนั้นย่อมดำเนินไปโดยลักษณะต่าง ๆ กัน ซึ่งจะสังเกตได้จากเสียงสูงต่ำและสั้นยาวเบาแรงที่ผู้แต่งหรือผู้บรรเลงได้ประดิษฐ์เรียบเรียงขึ้น เมื่อเวลาทำนองเพลงดำเนินไปเราอาจคิดเปรียบเทียบวาดเป็นรูปร่างขึ้นในความรู้สึกได้ ถ้าทำนองเรียบ ๆ พื้น ๆ ก็เป็นเสมือนเส้นตรง ถ้ามีการเคลื่อนไหวให้ทำนองพลิกแพลงออกไปก็อาจคล้ายกับรูปเส้นคดไปคดมาหรือถ้าเป็นทำนองโลดโผนมาก ๆ ก็อาจเป็นรูปอย่างตารางวัดปรอทคนไข้ก็ได้ ลักษณะของส่วนสัดความเคลื่อนไหวเหล่านี้แหละคือ “ลีลา” เพลงจะไพเราะหรือไม่อย่างไรก็อยู่ที่ลีลาเป็นสำคัญ

--------------------------------------------------------------------------------

ลูกขัด

เป็นวิธีการบรรเลงทำนองอย่างหนึ่งที่แบ่งเครื่องดนตรี (หรือร้อง) ออกเป็น 2 พวก พวกหนึ่งเรียกว่าพวกหน้า (บรรเลงก่อน) อีกพวกหนึ่งเรียกว่าพวกหลัง (บรรเลงทีหลัง) ทั้ง 2 พวกนี้ผลัดกันบรรเลงคนละที เมื่อพวกหน้าบรรเลงไปหมดวรรคตอนแล้ว พวกหลังจึงจะบรรเลงบ้าง แต่ที่จะเรียกได้ว่า “ลูกขัด” นี้ เมื่อพวกหน้าบรรเลงเป็นทำนองอย่างหนึ่งแล้ว พวกหลังก็จะบรรเลงทำนองให้ผิดแผกแตกต่างไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนกับทำนองของพวกหน้า ทำนองที่ผลัดกันบรรเลงนี้ไม่บังคับว่าจะสั้นยาวเท่าใด ทั้งนี้แล้วแต่ผู้แต่งจะประดิษฐ์ขึ้น อย่างสั้นที่สุดอาจผลัดกันทำเพียงพวกละพยางค์เดียวก็ได้

--------------------------------------------------------------------------------

ลูกบด

ได้แก่เพลงเล็ก ๆ ที่บรรเลงต่อจากเพลงใหญ่ซึ่งถือว่าเป็น แม่บท เพลงเล็ก ๆ ที่เรียกว่าลูกบทนี้ อาจเป็นเพลงในอัตรา 2 ชั้น ชั้นเดียว ครึ่งชั้น หรือเพลงภาษาต่าง ๆ ก็ได้

อธิบาย : วิธีบรรเลงในสมัยโบราณนั้น เมื่อได้บรรเลงเพลงอัตรา 3 ชั้น เพลงใดเพลงหนึ่งจบลงแล้ว ก็บรรเลงเพลง ลูกหมด (ดูคำว่าลูกหมด) แสดงว่าจบ แล้วบรรเลงเพลงเล็ก ๆ (2 ชั้น หรือชั้นเดียว ฯลฯ) อีกเพลงหนึ่ง และบรรเลงเพลงลูกหมดปิดท้ายให้เห็นว่าจบจริง ๆ อีกครั้งหนึ่ง เพลงเล็ก ๆ (2 ชั้นหรือชั้นเดียว ฯลฯ) ที่บรรเลงต่อท้ายนี้แหละคือเพลงที่เรียกว่า “ลูกบท” แต่เกณฑ์อันนี้อาจเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องมีเพลงลูกหมดคั่นกลางก็ได้ คือพอจบเพลง 3 ชั้นซึ่งเป็นประธานหรือแม่บทแล้วก็บรรเลงเพลงเล็ก ๆ ซึ่งเป็นลูกบทติดต่อไปทีเดียว และจะจบลงโดยมีเพลงลูกหมดหรือไม่มีก็ได้ แล้วแต่ผู้ประดิษฐ์และผู้บรรเลงจะเห็นสมควรเป็นเพลง ๆ ไป และเพลงลูกบทนี้ จะมีร้องด้วยก็ได้ หรืออาจมีหลาย ๆ เพลงต่อกันก็ได้ แต่ต้องมีอัตราต่ำกว่าเพลงที่เป็นแม่บท

อุทาหรณ์ : เมื่อร้องและบรรเลงเพลงจรเข้หางยาว 3 ชั้นจบแล้ว จึงออกลูกหมด แล้วร้องและบรรเลงเพลงจีนขิมเล็กต่อไป เสร็จแล้วก็ออกลูกหมดอีกครั้งหนึ่ง เพลงจีนขิมเล็กนี้แหละคือลูกบทนอกจากนั้น การบรรเลงลูกบทนี้ยังเป็นต้นทางให้เกิดการแสดงลิเกขึ้นอีกด้านหนึ่งด้วย ครั้งแรกการบรรเลงออกลูกบทก็เพียงแต่บรรเลงดนตรีเฉย ๆ ต่อมาเพลงออกลูกบทนั้นจึงมีร้องเพิ่มขึ้น และร้องติดต่อกันหลาย ๆ เพลงให้เป็นเรื่องราวเพื่อความสนุกสนาน แต่เรื่องของการแข่งขันอย่างหนึ่ง กับความไม่เพียงพอของศิลปินอย่างหนึ่ง ทำให้ก้าวหน้าต่อไปคือ เพิ่มคนรำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณสีฉูดฉาดออกมาร้องรำตามเพลงซึ่งเป็นลูกบทนั้น เรียกกันว่า “ออกหางเครื่อง” หรือ “ออกท้ายเครื่อง” เมื่อได้รับความนิยมจากผู้ชมมากขึ้น ก็ขยายออกไปเป็นการแสดงนิทานเรื่องสั้น ๆ เช่น เรื่องพญาน้อยชมตลาด เป็นต้น เรียกกันว่า “ลิเกลูกบท” ภายหลังจึงมีผู้คิดผสมลิเกลูกบทเข้ากับลิเกบันตน กลายเป็นการแสดงลิเกที่เป็นอยู่โดยทั่วไป ลิเกสมัยก่อนนั้นก่อนที่จะลงโรงเริ่มแสดงปี่พาทย์ต้องบรรเลงเพลงภาษาต่าง ๆ เรียกว่าออกภาษา (หรือออกสิบสองภาษา) แล้วมีคนตีรำมะนาหมู่หนึ่งออกมาร้องเพลงแขกปนไทย เรียกว่า “เพลงบันตน” เสียพักหนึ่ง เสร็จแล้วจึงแสดงออกแขก หมดชุดแขกแล้วจึงลงโรงแสดงลิเกเป็นเรื่องต่อไป ปัจจุบันนี้การร้องบันตนได้สูญไปจากวงการลิเกสิ้นแล้ว และการแสดงอื่น ๆ ก็ได้เปลี่ยนแปลงมาตามกาลสมัย และจะเปลี่ยนไปอย่างไรอีกก็ไม่สามารถจะทราบได้

--------------------------------------------------------------------------------

ลูกล้อ

เป็นวิธีการบรรเลงทำนองอย่างหนึ่งที่แบ่งเครื่องดนตรี (หรือร้อง) ออกเป็น 2 พวก พวกหนึ่งเรียกว่าพวกหน้า อีกพวกหนึ่งเรียกว่าพวกหลัง ทั้ง 2 พวกนี้ผลัดกันบรรเลงคนละที เมื่อพวกหน้าบรรเลงไปหมดวรรคตอนแล้ว พวกหลังจึงจะบรรเลงบ้าง (เช่นเดียวกับคำว่าลูกขัดที่กล่าวมาแล้ว) แต่ที่จะเรียกได้ว่า “ลูกล้อ” นี้ เมื่อพวกหน้าบรรเลงไปเป็นทำนองอย่างใด พวกหลังก็จะบรรเลงเป็นทำนองซ้ำอย่างเดียวกันกับพวกหน้า และทำนองที่ผลัดกันบรรเลงนี้ ก็แล้วแต่ผู้แต่จะประดิษฐ์ขึ้น จะสั้นยาวเท่าใดหรือเพียงพยางค์เดียวก็ได้

อธิบาย : ถ้าจะเปรียบเทียบคำว่า “ลูกขัด” กับ “ลูกล้อ” ให้เข้าใจง่าย จงจำไว้ว่าถ้าพวกหลังบรรเลงไม่เหมือนพวกหน้าก็เป็นลูกขัด หากพวกหลังบรรเลงเหมือนกับพวกหน้าก็เป็นลูกล้อเช่นเดียวกับคำพูดของคน 2 คน คนแรกพูดอย่างหนึ่ง อีกคนพูดไปเสียอีกอย่างหนึ่งไม่เหมือนกัน ก็เรียกว่าพูดขัด หรือขัดคอ ซึ่งตรงกับลูกขัด ถ้าคนแรกพูดอย่างใด อีกคนก็พูดเหมือนอย่างนั้น ก็เรียกว่า เลียน หรือ ล้อ หรือ ล้อเลียน ซึ่งตรงกับลูกล้อ

--------------------------------------------------------------------------------

ลูกหมด

เป็นชื่อเพลงประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเพลงสั้น ๆ มีจังหวะเร็ว เทียบเท่ากับจังหวะหน้าทับสองไม้ชั้นเดียวหรือครึ่งชั้น สำหรับบรรเลงต่อท้ายเพลงต่าง ๆ เพื่อแสดงว่าจบ (หมด)

--------------------------------------------------------------------------------

เล่นไม้

การตีกลองทัดพลิกแพลงสอดแทรกให้ผิดไปจากแบบแผนไม้กลองเดิม (ดูคำว่าไม้กลอง) แต่จะต้องยึดถือไม้กลองอันเป็นเนื้อแท้ของเดิมไว้เป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อแก้เบื่ออย่างหนึ่งกับเพื่อให้เหมาะสมกับท่ารำของตัวโขนละคอนที่บรรเลงประกอบ ซึ่งมีความประสงค์เช่นเดียวกับคำว่าส่าย (ดูคำว่าส่าย) ของเครื่องขึงหนังจำพวกตีหน้าทับ

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ส ::

ส่ง

แยกออกได้เป็น 2 อย่าง

ก. เป็นการบรรเลงนำทางให้คนร้องที่จะร้องต่อไปได้สะดวกและถูกต้อง เหมือนกับผู้ที่พ้นตำแหน่งแล้ว ก็ต้องส่งหน้าที่และแนะนำให้ผู้ที่จะรับตำแหน่งต่อไปได้ทราบแนวทางเพื่อประโยชน์และความเรียบร้อยของส่วนรวม การบรรเลงนำให้คนร้องนี้ เรียกเต็ม ๆ ว่า “ส่งหางเสียง”

ข. การร้องที่มีดนตรีรับ ก็เรียกว่าส่งเหมือนกัน แต่มักจะเรียกว่า “ร้องส่ง”

--------------------------------------------------------------------------------

สวม

ได้แก่การบรรเลงซึ่งอาจเป็นเครื่องดนตรีทั้งวงหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียว ได้บรรเลงเหลื่อมล้ำเข้ามาในตอนท้ายก่อนจบของผู้อื่นที่จะต้องบรรเลงติดต่อ เพื่อความสนิทสนมกลมกลืนกัน

อธิบาย : การบรรเลงสวมนี้ที่ปฏิบัติกันเป็นปรกติก็คือ เวลาร้องก่อนจะจบ ดนตรีก็บรรเลงสวมตอนท้ายเข้ามา หรือระหว่างเครื่องดนตรีที่บรรเลงเดี่ยวด้วยกัน เครื่องดนตรีที่จะบรรเลงต่อก็บรรเลงสวมตอนท้ายก่อนจะจบของเครื่องที่บรรเลงก่อน เช่น เดียวกับการต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ต้องสวมหรือเข้าปากประกบเหลื่อมกันให้สนิท

--------------------------------------------------------------------------------

สองชั้น

เป็นคำกำหนดอัตราของหน้าทับและเพลง ซึ่งมีประโยคและจังหวะหน้าทับขนาดปานกลาง มีความมากกว่าอัตราชั้นเดียวอีกเท่าตัว ถ้าจะเทียบกับโน้ตสากลในจังหวะหน้าทับหนึ่ง ๆ หากเป็นประเภทสองไม้ จะมีความยาวเท่ากับ 2 ห้องของจังหวะ 2/4 และถ้าเป็นประเภทปรบไก่ ก็จะมีความยาวเท่ากับ 4 ห้องของจังหวะ 2/4

อธิบาย : การที่เรียกเพลงและหน้าทับในอัตรานี้ว่าสองชั้นก็เพราะเป็นการแต่งชั้นที่ 2 คือ แต่งชั้นแรกเป็นอัตราชั้นเดียวครั้งหนึ่ง แล้วแต่งขยายขึ้นเป็นทวีคูณอีกครั้งหนึ่ง เป็นการที่ต้องแต่ง 2 ชั้น จึงเรียกเพลงอัตรานี้ว่าสองชั้น เพลงที่ใช้ร้องโขนละคอน มักจะเป็นอัตรา 2 ชั้นโดยมาก

--------------------------------------------------------------------------------

สองไม้

เป็นการบรรเลงชนิดหนึ่ง ที่แทรกเข้ามาในระหว่างที่การร้องหรือเครื่องดนตรีอย่างอื่นเขาหยุด

อธิบาย : วิธีบรรเลงสอดแทรกเข้ามานี้ บางทีก็เป็นการบรรเลงตามที่ผู้แต่งเพลงนั้นได้กำหนดไว้ เช่น บรรเลงสอดเวลาร้องเพลงสาริกาเป็นต้น แต่บางทีก็เป็นการสอดแทรกขึ้นมาเองซึ่งเป็นนอกหน้าที่เหมือนกับการพูดสอดขึ้นกลางคัน การกระทำอย่างนี้ถ้าถูกส่วนก็เป็นของดีไปได้

--------------------------------------------------------------------------------

สอด

ได้แก่การบรรเลงที่แทรกเสียงเข้ามาในเวลาบรรเลงทำนอง “เก็บ” อีก 1 พยางค์ ซึ่งแล้วแต่ผู้บรรเลงจะเห็นสมควรว่าจะแทรกตรงไหน ทำนองตรงที่แทรกนั้นก็เรียกว่า “สะบัด”

อธิบาย : การแทรกเสียงที่จะให้เป็นสะบัด ต้องแทรกเพียงแห่งละพยางค์เดียว ถ้าแทรกเป็นพืดไปก็กลายเป็น “ขยี้” ดังจะได้บันทึกเป็นโน้ตสากลเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างกันระหว่างเนื้อเพลง เก็บ สะบัด และขยี้

--------------------------------------------------------------------------------

สะบัด

ได้แก่การบรรเลงที่แทรกเสียงเข้ามาในเวลาบรรเลงทำนอง “เก็บ” อีก 1 พยางค์ ซึ่งแล้วแต่ผู้บรรเลงจะเห็นสมควรว่าจะแทรกตรงไหน ทำนองตรงที่แทรกนั้นก็เรียกว่า “สะบัด”

อธิบาย : การแทรกเสียงที่จะให้เป็นสะบัด ต้องแทรกเพียงแห่งละพยางค์เดียว ถ้าแทรกเป็นพืดไปก็กลายเป็น “ขยี้” ดังจะได้บันทึกเป็นโน้ตสากลเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างกันระหว่างเนื้อเพลง เก็บ สะบัด และขยี้

--------------------------------------------------------------------------------

สามชั้น

เป็นคำกำหนดอัตราของหน้าทับและเพลง ซึ่งมีประโยคและจังหวะหน้าทับค่อนข้างยาวทุก ๆ ประโยคและจังหวะหน้าทับมีความยาวกว่าอัตรา 2 ชั้นอีกเท่าตัว (4 เท่าของชั้นเดียว) ถ้าจะเทียบกับโน้ตสากล ในจังหวะหน้าทับหนึ่ง ๆ หากเป็นประเภทสองไม้ จะมีความยาวเท่ากับ 4 ห้องของ 2/4 และถ้าเป็นประเภทปรบไก่ ก็จะมีความยาวเท่ากับ 8 ห้อง 2/4

อธิบาย : การที่เรียกเพลงและหน้าทับในอัตรานี้ว่าสามชั้นก็เพราะเป็นการแต่งขยายขึ้นเป็นชั้นที่ 3 คือแต่งชั้นแรกเป็นอัตราชั้นเดียว แต่งขยายชั้นที่ 2 เป็นสองชั้น แล้วแต่งขยายเป็นทวีคูณจากอัตรา 2 ชั้นขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เป็นการแต่งถึง 3 ชั้น จึงเรียกว่า สามชั้น ไม่ได้เรียกตามส่วนที่ขยายเป็นทวีคูณ เพราะถ้าเรียกตามส่วนก็จะเป็น 1 ชั้น 2 ชั้น และ 4 ชั้น เพราะแต่ละชั้นคูณด้วย 2 ทั้งสิ้น แต่โบราณาจารย์ได้บัญญัติไว้ให้เรียกตามชั้นที่แต่งขึ้น จึงเป็นชั้นเดียว 2 ชั้น และ 3 ชั้น หากผู้ใดแต่งทวีคูณเพลงอัตรา 3 ชั้นขึ้นไปอีก ก็ต้องเรียกว่า 4 ชั้น ไม่ใช่ 6 ชั้น หรือ 8 ชั้น เพลงอัตรา 3 ชั้นนี้ ในทางบรรเลงดนตรีเกิดขึ้นจากเพลงตระโหมโรงก่อน ส่วนในทางร้องเกิดขึ้นจากการร้องสักวาก่อน แต่ที่เริ่มแพร่หลายขึ้นในวงการบรรเลงรับร้องและประกอบเสภานั้น เกิดขึ้นราวสมัยปลายรัชกาลที่ 3 ต่อกับต้นรัชกาบที่ 4 นี้เอง นัยว่าพระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร) ที่เรียกกันเป็นสามัญว่าครูมีแขกเป็นผู้ริเริ่มขึ้น

--------------------------------------------------------------------------------

ส่าย

การตีพลิกแพลงของเครื่องขึ้นหนังจำพวกตีหน้าทับ (ดูคำว่าหน้าทับ)

อธิบาย : ตามปรกติศิลปินย่อมไม่ชอบการซ้ำซาก เพราะฉะนั้นผู้ที่ตีเครื่องขึงหนังจำพวกหน้าทับซึ่งมีวิธีตีเพียงเพลงสั้น ๆ และต้องตีซ้ำอยู่เช่นนั้นจนกว่าจะจบทำนองของบทเพลง ย่อมรู้สึกเบื่อ จึงเปลี่ยนแปลงการตีให้พลิกแพลงออกไป โดยรักษาพื้นเดิมซึ่งเป็นเนื้อแท้ไว้เป็นหลัก และบางทีก็ตีพลิกแพลงให้สอดคล้องกับทำนองเพลงเพื่อให้สนิทสนมกลืน วิธีตีพลิกแพลงของเครื่องหนังจำพวกนี้แหละเรียกว่า “ส่าย” เสมือนการเดินส่ายไปส่ายมาซึ่งเดินอยู่ในถนนเดิมนั้นเอง

--------------------------------------------------------------------------------

สำเนียง

หมายถึง กระแสของทำนองเพลงที่ได้ประดิษฐ์ขึ้น กระทำให้บังเกิดความรู้สึกและทราบได้ว่าเป็นเพลงจำพวกใด ชนิดใด และภาษาใดคำพังเพยที่ว่า “สำเนียงบอกภาษา” หมายถึงสิ่งที่เราได้รับความรู้สึกจากเสียงพูดของคน ซึ่งมีสำเนียงต่าง ๆ กัน ทำให้เราทราบได้ว่าผู้พูดนั้นเป็นภาษาอะไร หรือชาวเมืองไหน และสำเนียงที่เราได้รับจากการฟังเสียงของทำนองเพลงดนตรี ก็สามารถทำให้ทราบได้ว่าเป็นเพลงจำพวกใด ชนิดใด และภาษาใด ได้เช่นเดียวกัน

--------------------------------------------------------------------------------

เสียง

สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความสั่นสะเทือน ซึ่งจะรู้สึกได้ในทางโสตประสาท ความสั่นสะเทือนเป็นช่วงยาวหรือห่างก็เป็นเสียงต่ำ ถ้าความสั่นสะเทือนเป็นช่วงสั้นหรือถี่ก็เป็นเสียงสูง ยิ่งถี่มากเท่าใดเสียงที่สูงมากเท่านั้น มาตราเสียงเรียงลำดับของดนตรีไทย ในช่วงคู่ 8 หนึ่ง (Octave) แบ่งออกเป็น 7 เสียง มีส่วนห่างเท่า ๆ กันทุก ๆ เสียง

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด ห ::

หน้าทับ

วิธีตีเครื่องดนตรีที่ขึงด้วยหนังจำพวกที่เลียนเสียงมากจาก “ทับ” เช่น ตะโพน และกลองแขก เป็นต้น ซึ่งมีบัญญัติเป็นแบบแผนสำหรับตีประกอบจังหวะประจำกับทำนองเพลงโดยเฉพาะ

อธิบาย : ทับเป็นชื่อเครื่องดนตรีที่ขึงด้วยหนังหน้าเดียว ใช้ตีประกอบจังหวะทำนองดนตรีมาแต่โบราณ สมัยปัจจุบันเราเรียกว่า “โทน” (ที่ตีคู่กับรำมะนาในวงมโหรี) หน้าที่อันสำคัญของทับคือตีประกอบจังหวะให้ถูกต้องกับประโยคเพลงและกลมกลืนกับทำนองเพลงร้องหรือดนตรี หมายความว่าทับก็ต้องตีเป็นเพลง แต่เสียงของทับไม่สามารถตีเป็นทำนองได้ จึงตีแต่เพียงเป็นเครื่องบอกส่วนสัดและประโยคของเพลงนั้น ๆ วิธีตีทับประจำเพลงนี้ ผู้ร้องหรือผู้บรรเลงดนตรีต้องยึดถือเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าร้องหรือบรรเลงเพลงใดไม่ตรงกับวิธีตีของทับ ก็ถือว่าเพลงนั้นผิดโดยขาดหรือเกิน ทับจึงเป็นเสมือนผู้กำกับอันสำคัญเป็นหัวหน้าของบทเพลงอย่างหนึ่ง วิธีตีหรือเพลงของทับนี้ จึงเรียกว่า “หน้าทับ” สมัยต่อมาไทยเราได้เพิ่มเติมเครื่องขึงด้วยหนังตีประกอบจังหวะขึ้นตามกาลสมัย โดยใช้วิธีตีเลียนเสียงมาจากทับอีกหลายอย่าง เช่น ตะโพน สองหน้า กลองแขก กลองมลายู เป็นต้น แม้แต่ทับซึ่งเป็นของเดิม ก็ยังเพิ่มกลองรำมะนาเข้าตีสอดแทรกเป็นคู่กัน วิธีตีหรือเพลงของเครื่องขึงด้วยหนังจำพวกนี้ จึงเรียกว่า “หน้าทับ” ทั้งหมด

--------------------------------------------------------------------------------

หน้าพาทย์

หมายถึง เพลงที่บรรเลงประกอบกิริยา ไม่ว่าจะเป็นกิริยาของมนุษย์ สัตว์ วัตถุ หรือธรรมชาติ ทั้งกิริยาที่มีตัวตนหรือกิริยาสมมติ และตลอดทั้งกิริยาที่เป็นปัจจุบันและอดีต เพลงที่บรรเลงประกอบกิริยาทั้งหลายเหล่านี้ ถือว่าเป็นเพลงหน้าพาทย์ทั้งสิ้น

อธิบาย : การบรรเลงประกอบกิริยา หมายถึงบรรเลงเพื่อแสดงกิริยานั้น ๆ เช่น บรรเลงประกอบกิริยา ยืน เดิน กิน นอน เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น หรือศูนย์ไป การบรรเลงประกอบกิริยาที่มีตัวตนก็เช่นบรรเลงประกอบการแสดงโขนละคอน เวลาบรรเลงเพลงคุกพาทย์ให้โขนตัวหนุมานรำทำท่าทางแผลงอิทธิฤทธิ์หาวเป็นดาวเป็นเดือนเป็นต้น ส่วนการบรรเลงประกอบกิริยาสมมติก็เช่น บรรเลงประกอบการร้องเพลงตับนาศบาศ พอร้องบทของพระลักษณ์ว่า

เมื่อนั้น พระลักษมณ์ชื่นชมสมประสงค์

ขอพรลาพระหริวงศ์ ลีลามาสรงคงคา

แล้วปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงเสมอ เพลงเสมอนี้เป็นการบรรเลงเพื่อประกอบกิริยาของพระลักษมณ์ที่เสด็จออกจากที่เฝ้าเข้าสู่ห้องสรงตามเนื้อเรื่องที่ร้อง แม้จะไม่มีตัวพระลักษมณ์ออกมารำจริง ๆ ก็ถือว่าเป็นกิริยาสมมติ เพลงเสมอนี้จึงเป็นเพลงหน้าพาทย์

ที่ว่าการบรรเลงประกอบกิริยาย่อมเป็นหน้าพาทย์ทั้งกิริยาที่เป็นปัจจุบันและอดีตนั้น กิริยาที่เป็นปัจจุบันย่อมมีได้ทั้งกิริยาที่มีตัวตนและสมมติ กิริยาที่มีตัวตนก็เช่นการบรรเลงประกอบการแสดงโขนละคอนดังกล่าวแล้ว และที่เป็นกิริยาสมมติก็เช่นบรรเลงประกอบการร้องเพลงตับ หรือเวลาบรรเลงประกอบการไหว้ครูโขนละคอนและดนตรี ขณะที่ผู้เป็นประธานกล่าวโองการเชิญเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เป็นต้นว่าพระปรคนธรรพ พอกล่าวจบก็บอกให้ปี่พาทย์บรรเลงเพลงตระพระปรคนธรรพ เพลงตระพระปรคนธรรพเสด็จมาในขณะนั้น จึงถือเป็นเพลงหน้าพาทย์ประกอบกิริยาสมมติที่เป็นปัจจุบัน

ส่วนกิริยาที่เป็นอดีตนั้นมีแต่กิริยาสมมติ เช่น การบรรเลงปี่พาทย์ประกอบการเทศนามหาเวสสันดรชาดก หรือที่เรียกกันเป็นสามัญว่า เทศน์มหาชาติ ตามประเพณีเมื่อพระเทศน์จบลงกัณฑ์หนึ่ง ปี่พาทย์ก็จะต้องบรรเลงเพลงตามกิริยาของท้องเรื่องในกัณฑ์ที่จบลงนั้นทุก ๆ กัณฑ์ เป็นต้นว่าเมื่อพระเทศน์จบกัณฑ์กุมาร ปี่พาทย์ก็จะต้องบรรเลงเพลงเชิดฉิ่งโอด (คือเพลงเชิดฉิ่งกับเพลงโอดสลับกัน) ซึ่งประกอบกิริยาของพระกุมารชาลีกับกัณหาที่ถูกชูชกบังคับให้เดินโดยเฆี่ยนตีขู่เข็ญไปตลอดทาง พระกุมารทั้ง 2 ก็วิ่งบ้างเดินบ้างร้องไห้ไปบ้าง ตามเนื้อเรื่องที่พระได้เทศน์จบไปแล้วนั้น เพลงเชิดฉิ่งโอดนี้ก็ถือว่าเป็นหน้าพาทย์ซึ่งบรรเลงประกอบกิริยาสมมติและเป็นอดีต เพราะพระท่านได้เทศน์ถึงกิริยาเหล่านั้นเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว

การเรียกเพลงประเภทนี้ว่าหน้าพาทย์ น่าจะมาจากศิลปินฝ่ายโขนละคอนเป็นผู้เรียกก่อน เพราะการร่ายรำเข้ากับเพลงประเภทนี้ ผู้รำจะต้องยึดถือจังหวะ ทำนองเพลง หน้าทับ และไม้กลองของเพลงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องรำให้มีทีท่าเข้ากันสนิทกับทำนองและจังหวะ ต้องมีความสั้นยาวพอดีกับเพลงต้องถือว่าเพลงที่บรรเลงเป็นหลัก เป็นหัวหน้า เป็นสิ่งที่จะต้องรำตามจึงเรียกเพลงประเภทนี้ว่า หน้าพาทย์ และเรียกการรำนั้นว่า “รำหน้าพาทย์” จริงอยู่มีเพลงหน้าพาทย์บางเพลงอาจกำหนดความสั้นยาวไม่แน่นอน เช่น เพลงช้า เพลงเร็ว และเชิดเป็นต้น แต่ถึงกระนั้นเมื่อผู้รำต้องการจะหยุดหรือจะเปลี่ยนเพลง ก็จะต้องให้พอเหมาะกับประโยคหรือหน้าทับหรือไม้กลองของเพลง จะรำป้องหน้าหรือเปลี่ยนไปตามพอใจหาได้ไม่

--------------------------------------------------------------------------------

หลบ

หมายถึง การร้องหรือบรรเลงดนตรี ที่ดำเนินทำนองหักเสียงพลิกกลับจากเสียงสูงลงมาเป็นเสียงต่ำ หรือจากเสียงต่ำขึ้นไปเป็นเสียงสูง

อธิบาย : เสียงของคนก็ดี เสียงของเครื่องดนตรีก็ดี ย่อมมีเขตจำกัดทั้งด้านเสียงสูงและเสียงต่ำ กว้างบ้างแคบบ้างต่าง ๆ กัน แต่ทำนองเพลงย่อมดเนินไปตามลำดับที่ผู้แต่งได้แต่งไว้ เมื่อเสียงของคนร้องหรือเสียงของเครื่องดนตรี ไม่สามารถที่จะดำเนินตามทำนองต่อไปได้ เพราะสุดเขตเสียงของตนจะเป็นทางด้านเสียงสูงหรือเสียงต่ำก็ตาม ก็ต้องหักทำนองพลิกกลับเข้ามาดำเนินทำนองในเขตเสียงของตน การปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่า หลบ เพราะเป็นการหลบหลีกจากเสียงที่เกินความสามารถ

--------------------------------------------------------------------------------

เหลื่อม

(เป็นแบบหนึ่งของ “ลัก” ดูคำว่า ลัก) หมายถึง การบรรเลงที่แบ่งเครื่องบรรเลงออกเป็น 2 พวก เป็นพวกหน้ากับพวกหลัง (เหมือนบรรเลงลูกล้อหรือลูกขัด) ทำนองที่บรรเลงของพวกหน้ากับพวกหลังเป็นอย่างเดียวกัน มีความยาวเท่ากัน แต่พวกหน้าบรรเลงก่อนพวกหลังเล็กน้อย เพราะฉะนั้นพวกหน้าก็จะต้องหมดก่อนพวกหลังเท่ากับระยะที่ได้บรรเลงขึ้นมาก่อนและเสียงสุดประโยคของพวกหน้าก็ตกลงก่อนจังหวะ ประโยคที่บรรเลงเหลื่อมนี้จะสั้นยาวเพียงใดก็แล้วแต่ความประสงค์ของผู้แต่ง

อธิบาย : การบรรเลงเหลื่อมนี้เครื่องนำจะมาก่อนเครื่องตาม ดูจากโน้ตห้องแรก จะเห็นว่าโน้ตตัว "ฟา" ของทั้งเครื่องนำและเครื่องตามจะอยูห่างกันเพียง ๒ ขีด โน้ตตัวอื่นก็เหมือนกัน ถ้าเราลองอ่านโน้ตแล้วเคาะจังหวะตามเครื่องนำจะเริ่มต้นโน้ตตัวแรกพร้อมกันกับจังหวะยก และเครื่องตามจะเริ่มต้นโน้ตตัวแรกพร้อมกันกับจังหวะตก

ดูโน้ตประกอบ เครื่งนำ - ฟ - ซ - ล - - - ซ - ล - ท - - - ล - ท - ด - - - ท - ด - ร - -

เครื่องตาม - - - ฟ - ซ - ล - - - ซ - ล - ท - - - ล - ท - ด - - - ท - ด - ร



การบรรเลงแบบเหลื่อมนี้ บางท่านก็เรียกว่า “ล่วงหน้า” ซึ่งก็นับว่าถูกเหมือนกัน แต่ยังมีวิธีบรรเลงอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่าล่วงหน้า (ดูคำว่า ล่วงหน้า)

--------------------------------------------------------------------------------

ไหว

หมายถึง การบรรเลงให้เสียงดนตรีหลาย ๆ เสียงที่ติดต่อกันนั้นมีระยะถี่และในจังหวะเร็ว หากทำได้ถี่และเร็วมากก็เรียกว่าไหวมาก

--------------------------------------------------------------------------------

กลับข้างบน

:: หมวด อ ::

ออก

คือ การบรรเลงที่เปลี่ยนจากเพลงหนึ่งไปอีกเพลงหนึ่ง เช่น บรรเลงเพลงช้าแล้วเปลี่ยนเป็นเพลงเร็วก็เรียกว่า ออกเพลงเร็ว เปลี่ยนจากเพลงธรรมดาไปเป็นเพลงลูกหมด ก็เรียกว่า ออกลูกหมด

--------------------------------------------------------------------------------

เอื้อน

๑.ใช้ในการขับร้อง : หมายถึงการร้องเป็นทำนองโดยใช้เสียงเปล่า ไม่มีถ้อยคำ เสียงที่ร้องเอื้อนนี้อนุโลมคล้ายสระเออ

ประโยชน์ของเอื้อน สำหรับบรรจุทำนองเพลงให้ถูกต้องครบถ้วน ในเมื่อบทร้อง (ถ้อยคำ) ไม่พอกับทำนองเพลง และเพื่อตบแต่งให้ถ้อยคำนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น

๒.ใช้ในการบรรเลงดนตรี : หมายถึง การทำเสียงให้เลื่อนไหลติดต่อกันโดยสนิทสนม จะเป็นจากเสียงสูงมาหาเสียงต่ำ หรือเสียงต่ำไปหาเสียงสูง หรือเป็นเสียงสลับกันอย่างไรก็ได้

--------------------------------------
#538  by  555 (58.9.157.161) At 2007-12-10 11:40, 
ชอบมากๆๆ เลย วะ เพลงนี้ อะ
#539  by  เต๋า (222.123.192.134) At 2007-12-10 12:03, 
โคตรชอบเรยเพงเนี้ยง่ะ
#540  by  คนที่ลืมเทอมะลง (58.9.175.238) At 2007-12-10 13:25, 
เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า เน่า
#541  by  มิ้ว (125.26.232.227) At 2007-12-10 13:39, 
เพราะมากๆค่ะ ร๊าก ก ก พี่แน็ป (หัวเถิก) อิอิ ล้อเล่นน่า
#542  by  นัด มป. 31 6/2 (203.113.41.137) At 2007-12-10 13:42, 
..............
#543  by  เต๋า (222.123.192.134) At 2007-12-10 14:38, 
ทรงผมเท่มากกกกกจ๊าบๆๆมากนุกดีงับquestion
#544  by  บาส (58.10.87.229) At 2007-12-10 16:11, 
เพราะมากเลยค่ะ
ชอบพวกพี่ๆมั๊กมากกกก เลยค่ะ
เเละจาติดตามผลงานต่อไปน๊าาาค่ะ
หวังว่าจามีเพลงใหม่ๆมาอีกน๊าาาค่ะ
#545  by  Bow (124.120.207.7) At 2007-12-10 18:08, 
เพราะมากเลยค่ะ
ชอบพวกพี่ๆมั๊กมากกกก เลยค่ะ
เเละจาติดตามผลงานต่อไปน๊าาาค่ะ
หวังว่าจามีเพลงใหม่ๆมาอีกน๊าาาค่ะ
#546  by  Bow (124.120.207.7) At 2007-12-10 18:11, 
ให้ฉันลืมเธอได้ไงภาพเก่าที่ รักกันนานตราตรึงในหัวใจ
#547  by  แสสส (124.120.37.212) At 2007-12-10 19:15, 
เมื่อก่อนผมเคยชอบ นะ วงRetrospect เนี่ย แต่หลังๆ มานี่เริ่มไม่ค่อยชอบล่ะ ต้องยอมรับจิง ๆ ว่าเพลงของพวกพี่เขา ทำออกมาดีถึง ดีมาก แต่ระยะหลังมานี้ วงนี้ ทำไมต้องมีแฟน เพลงดูเรื้อน ๆ ยังไงไม่รู้แฮะ
#548  by   (125.25.74.32) At 2007-12-11 01:44, 
ชอบเพลงนี้มอบให้หรั่งคนที่รักที่สุด big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue question embarrassed surprised smile wink double wink cry
#549  by  เมย์ (58.8.150.22) At 2007-12-11 01:45, 
ผมชอบพี่แน็ปคับขอเสื้อ1ตัวนะคับมีอะไรคุยทางเมลนะjame_far@hotmail.com
#550  by  เจมส์ (202.149.102.4) At 2007-12-11 13:21, 

<< Home

ฟรี Update เพลงทาง Email กรอก email ของคุณในช่องด้านล่าง สมัครแล้ว อย่าลืมกด link ใน email ที่ส่งกลับไปเพื่อยืนยันด้วยครับ