I've been living with a shadow overhead
I've been sleeping with a cloud above my bed
I've been lonely for so long
Trapped in the past, I just can't seem to move on
I've been hiding all my hopes and dreams away
Just in case I ever need em again someday
I've been setting aside time
To clear a little space in the corners of my mind
All I want to do is find a way back into love
I can't make it through without a way back into love
Oh oh oh
I've been watching but the stars refuse to shine
I've been searching but I just don't see the signs
I know that it's out there
There's got to be something for my soul somewhere
I've been looking for someone to shed some light
Not somebody just to get me through the night
I could use some direction
And I'm open to your suggestions
All I want to do is find a way back into love
I can't make it through without a way back into love
And if I open my heart again
I guess I'm hoping you'll be there for me in the end
oh, oh, oh, oh, oh
There are moments when I don't know if it's real
Or if anybody feels the way I feel
I need inspiration
Not just another negotiation
All I want to do is find a way back into love
I can't make it through without a way back into love
And if I open my heart to you
I'm hoping you'll show me what to do
And if you help me to start again
You know that I'll be there for you in the end
oh, oh, oh, oh, oh
2007/Mar/09
วันพฤหัสบดี นี้ วัน วาเลนไทน์ น๊า
ถ้ามีโอกาสก้จะเอาเพลงนี้ให้คนที่เรารักอ่ะ มีกลอนมาให้1กลอน น๊า “ความรักเกิดจากความชิดใกล้
ทำให้ใจVoJใครนั้นสั่นไหว
รู้ทั้งรู้ว่าเทอมีเจ้าของครองหัวใจ แต่ช่างปะไรเพราใจมันรักเทอ~“ จบล๊า นะค่ะ
สัญญาณคู่แท้
1. เวลานึกถึงเค้า เค้าจะโทรมาพอดี หรือไม่ก้อโผล่มา
2. เวลามองหน้ากันใจจะเหมือนโดนอารายบางอย่างสะกดจิต
3.เวลาเราอยากได้ใครสักคนมาเป็นเพื่อนเค้าก้อจะโผล่มาพอดี
4.ครั้งแรกที่เจอกันจะรู้สึกว่าเคยเจอกันมาก่อน แต่นึกไม่ออกว่าใคร
5.เวลาอยู่กับเค้าเราจะไม่รู้สึกเกร็งแต่จะรู้สึกดีที่สุด
คนที่อ่านกระทู้นี้ต้องเอาไปโพสไม่งั้นเธอจะต้องมนตราน่ากลัวมาก
แต่ต้องโพสแค่5 อันแล้วคุณจะพบกับสิ่งอัศจรรย์บางอย่าง
นี่เรื่องจริงนะ
1. เวลานึกถึงเค้า เค้าจะโทรมาพอดี หรือไม่ก้อโผล่มา
2. เวลามองหน้ากันใจจะเหมือนโดนอารายบางอย่างสะกดจิต
3.เวลาเราอยากได้ใครสักคนมาเป็นเพื่อนเค้าก้อจะโผล่มาพอดี
4.ครั้งแรกที่เจอกันจะรู้สึกว่าเคยเจอกันมาก่อน แต่นึกไม่ออกว่าใคร
5.เวลาอยู่กับเค้าเราจะไม่รู้สึกเกร็งแต่จะรู้สึกดีที่สุด
คนที่อ่านกระทู้นี้ต้องเอาไปโพสไม่งั้นเธอจะต้องมนตราน่ากลัวมาก
แต่ต้องโพสแค่5 อันแล้วคุณจะพบกับสิ่งอัศจรรย์บางอย่าง
นี่เรื่องจริงนะ
อยากได้ลิ้งเพลงนี้ คร้าบบบบ
ช่วยส่งให้หน่อยได้ มั้ย คร้าบบบบ
ขอบคุณมากคร้าบบบ
Dakdee_Kub@hotmail.com
ช่วยส่งให้หน่อยได้ มั้ย คร้าบบบบ
ขอบคุณมากคร้าบบบ
Dakdee_Kub@hotmail.com
เพลงเพราะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลยคะ ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆคะ
สนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
goodแกะผิดบางจุดนะคะ ตรง
I've been hiding all my hopes and dreams away
Just in case I ever need em* again someday
I've been setting aside time**
To clear a little space in the corners of my mind
*THEM
**sat in a sad time
และอีกท่อนคือ
All I want to do is find a way back into love
แก้เป็น
All I wanna do is find the way back into love
ช่วยแก้เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันด้วยค่ะ
I've been hiding all my hopes and dreams away
Just in case I ever need em* again someday
I've been setting aside time**
To clear a little space in the corners of my mind
*THEM
**sat in a sad time
และอีกท่อนคือ
All I want to do is find a way back into love
แก้เป็น
All I wanna do is find the way back into love
ช่วยแก้เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันด้วยค่ะ
All I wanna to do is find the way back into love
I can't make it through* without a way back into love
Oh oh oh
*true
ลืมบอกให้แก้ค่ะ
ไอสัส เพลงอะเพราะแต่เท่าที่ผมดูนะ ไม่มี ใครชมเวปเลยนิ ก็แค่เพลง ไม่มีคนมาชมเวปเลยอะ เน่า - - คนทำเวป เดียวยนายก็ลบ ที่เรา เม้น อะ ถ้าแน่จิงอย่าลบ อ่านก่อนด้วย พูดจิงนะไม่มีคน บอก เวปนี้เลย มีแต่ บอกเพลงดี55+ งี้เรียนกเกียนๆ รีบๆ อ่านก่อนโดนลบ นะ55
มีประวัติฮิวจ์ แกรนท์ คนร้องมาให้ อ่าน กันนะ
ฮิวจ์ แกรนท์ เขาเข้าสู่วงการภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในชื่อ ฮิวจี้ แกรนท์ กับผลงานเรื่อง Priviledged (1982) หลังจากนั้น เขาร่วมแสดงละครเบาสมองอยู่ระยะหนึ่ง แล้วจึงก่อตั้งคณะของตัวเอง ชื่อว่า Jockeys of Norfolk ต่อจากนั้น เขามีงานทางโทรทัศน์อยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์ระดับอาชีพเป็นเรื่องแรกใน White Mischief (1987) ซึ่งแม้จะเป็นเพียงบทสั้น ๆ เท่านั้น แต่ในปีเดียวกัน เขาก็ได้บทที่เป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น เช่นบท ลอร์ดไบรอน ใน Rowing With the Wind แล้วตามด้วยบท คลีฟ เดอร์แฮม ใน Maurice ที่ผู้กำกับ เจมส์ ไอโวรี่ ดัดแปลงจากงานนิยายของ อี เอ็ม ฟอร์สเตอร์ ซึ่งบทหลังสุดนี้ ยังทำให้แกรนท์ได้รับรางวัลผู้แสดงนำยอดเยี่ยม จากเทศกาลหนังเมืองเวนิซด้วย
แม้ว่าจะมีผลงานที่ได้รับเสียงชื่นชมดังกล่าว แต่หนังเรื่องต่อมา ๆ ของแกรนท์กลับวนเวียนอยู่กับเรื่องราวรัก ๆ ใคร่ ๆ ที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ ยกเว้นอยู่เพียงเรื่องเดียวที่พอมีอะไรชวนให้นึกถึงอยู่บ้าง คือ The Lair of the White Worm (1988) ของ เคน รัสเซล ซึ่งแกรนท์แสดงนำเป็น ลอร์ดเจมส์ ดิแอมป์ตั้น ผู้พยายามหยุดยั้งแวมไพร์สาวสวยเซ็กซี่ (อแมนด้า โดโนโฮ)
แกรนท์กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ เจมส์ ไอโวรี่ อีกครั้ง ในเรื่อง The Remains of the Day (1993) ที่เขาได้ร่วมแสดงกับ แอนโทนี่ ฮ็อพกินส์ และ เอ็มม่า ทอมป์สัน แต่เรื่องที่สร้างความโด่งดังให้กับเขา เป็นอีกสองเรื่องต่อมาในปี 1984 คือ Sirens และ Four Weddings and a Funeral โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องหลัง ที่ทำให้เขากลายเป็นดาราดังในชั่วข้ามคืน และได้ขึ้นปกนิตยสารชั้นนำ ตลอดจนเป็นแขกรับเชิญในรายการทอล์คโชว์ต่าง ๆ เป็นว่าเล่น
เพียงปีถัดมา แกรนท์ก็โด่งดังขึ้นหน้าหนึ่งอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นข่าวฉาวที่เขาถูกตำรวจจับ ในข้อหาซื้อบริการทางเพศจากหญิงขายบริการชาวแอลเอคนหนึ่ง ทำให้หนังเรื่อง Nine Months (1995) ที่เขาแสดงนำและเข้าฉายในช่วงนั้นพอดี ได้แรงกระพือจากข่าวคาวของเขา เช่นเดียวกับเรทตั้งของรายการ The Tonight Show ที่ผู้ชมได้เห็นแกรนท์กล่าวคำขอโทษต่อ เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ ดาราสาวผู้เป็นคู่ควงของเขาในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม แกรนท์สามารถกลับมาชนะใจผู้ชมได้อีกครั้ง จากการแสดงได้อย่างถึงบทในเรื่อง Sense and Sensibility (1995) ซึ่งเป็นการร่วมงานกับ เอ็มม่า ทอมป์สัน อีกครั้ง แต่ผลงานเรื่องถัดมาของเขา ในหนังระทึกขวัญเรื่อง Extremem Measures (1996) ที่เป็นงานสร้างของบริษัทของเฮอร์ลีย์ คือ ซิเมียน ฟิล์มส กลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาด
แกรนท์ก็หายหน้าหายตาไปพักใหญ่ จนกระทั่งในปี 1999 ผู้ชมจึงได้เห็นเขาอีกครั้ง ในหนังรักเบาสมองเรื่อง Notting Hill ที่เป็นเหมือนภาคต่อของ Four Weddings หนังประสบความสำเร็จดี ทั้งด้านรายได้และเสียงวิจารณ์ และยังเป็นเชื้อไฟให้เขาพบกับความสำเร็จต่อเนื่องอีก กับ Mickey Blue Eyes ในปีเดียวกัน ตลอดจนในผลงานการกำกับของ วู๊ดดี้ อัลเลน เรื่อง Small Time Crooks (2000), เรื่อง Bridget Jones’s Diary (2001) และผลงานล่าสุด คือ About A Boy (2002).
ประวัติเรียงตาม :: - ผลงานแสดง - ผลงานเพลง
ฮิวจ์ แกรนท์ เขาเข้าสู่วงการภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในชื่อ ฮิวจี้ แกรนท์ กับผลงานเรื่อง Priviledged (1982) หลังจากนั้น เขาร่วมแสดงละครเบาสมองอยู่ระยะหนึ่ง แล้วจึงก่อตั้งคณะของตัวเอง ชื่อว่า Jockeys of Norfolk ต่อจากนั้น เขามีงานทางโทรทัศน์อยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์ระดับอาชีพเป็นเรื่องแรกใน White Mischief (1987) ซึ่งแม้จะเป็นเพียงบทสั้น ๆ เท่านั้น แต่ในปีเดียวกัน เขาก็ได้บทที่เป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น เช่นบท ลอร์ดไบรอน ใน Rowing With the Wind แล้วตามด้วยบท คลีฟ เดอร์แฮม ใน Maurice ที่ผู้กำกับ เจมส์ ไอโวรี่ ดัดแปลงจากงานนิยายของ อี เอ็ม ฟอร์สเตอร์ ซึ่งบทหลังสุดนี้ ยังทำให้แกรนท์ได้รับรางวัลผู้แสดงนำยอดเยี่ยม จากเทศกาลหนังเมืองเวนิซด้วย
แม้ว่าจะมีผลงานที่ได้รับเสียงชื่นชมดังกล่าว แต่หนังเรื่องต่อมา ๆ ของแกรนท์กลับวนเวียนอยู่กับเรื่องราวรัก ๆ ใคร่ ๆ ที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ ยกเว้นอยู่เพียงเรื่องเดียวที่พอมีอะไรชวนให้นึกถึงอยู่บ้าง คือ The Lair of the White Worm (1988) ของ เคน รัสเซล ซึ่งแกรนท์แสดงนำเป็น ลอร์ดเจมส์ ดิแอมป์ตั้น ผู้พยายามหยุดยั้งแวมไพร์สาวสวยเซ็กซี่ (อแมนด้า โดโนโฮ)
แกรนท์กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ เจมส์ ไอโวรี่ อีกครั้ง ในเรื่อง The Remains of the Day (1993) ที่เขาได้ร่วมแสดงกับ แอนโทนี่ ฮ็อพกินส์ และ เอ็มม่า ทอมป์สัน แต่เรื่องที่สร้างความโด่งดังให้กับเขา เป็นอีกสองเรื่องต่อมาในปี 1984 คือ Sirens และ Four Weddings and a Funeral โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องหลัง ที่ทำให้เขากลายเป็นดาราดังในชั่วข้ามคืน และได้ขึ้นปกนิตยสารชั้นนำ ตลอดจนเป็นแขกรับเชิญในรายการทอล์คโชว์ต่าง ๆ เป็นว่าเล่น
เพียงปีถัดมา แกรนท์ก็โด่งดังขึ้นหน้าหนึ่งอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นข่าวฉาวที่เขาถูกตำรวจจับ ในข้อหาซื้อบริการทางเพศจากหญิงขายบริการชาวแอลเอคนหนึ่ง ทำให้หนังเรื่อง Nine Months (1995) ที่เขาแสดงนำและเข้าฉายในช่วงนั้นพอดี ได้แรงกระพือจากข่าวคาวของเขา เช่นเดียวกับเรทตั้งของรายการ The Tonight Show ที่ผู้ชมได้เห็นแกรนท์กล่าวคำขอโทษต่อ เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ ดาราสาวผู้เป็นคู่ควงของเขาในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม แกรนท์สามารถกลับมาชนะใจผู้ชมได้อีกครั้ง จากการแสดงได้อย่างถึงบทในเรื่อง Sense and Sensibility (1995) ซึ่งเป็นการร่วมงานกับ เอ็มม่า ทอมป์สัน อีกครั้ง แต่ผลงานเรื่องถัดมาของเขา ในหนังระทึกขวัญเรื่อง Extremem Measures (1996) ที่เป็นงานสร้างของบริษัทของเฮอร์ลีย์ คือ ซิเมียน ฟิล์มส กลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาด
แกรนท์ก็หายหน้าหายตาไปพักใหญ่ จนกระทั่งในปี 1999 ผู้ชมจึงได้เห็นเขาอีกครั้ง ในหนังรักเบาสมองเรื่อง Notting Hill ที่เป็นเหมือนภาคต่อของ Four Weddings หนังประสบความสำเร็จดี ทั้งด้านรายได้และเสียงวิจารณ์ และยังเป็นเชื้อไฟให้เขาพบกับความสำเร็จต่อเนื่องอีก กับ Mickey Blue Eyes ในปีเดียวกัน ตลอดจนในผลงานการกำกับของ วู๊ดดี้ อัลเลน เรื่อง Small Time Crooks (2000), เรื่อง Bridget Jones’s Diary (2001) และผลงานล่าสุด คือ About A Boy (2002).
ประวัติเรียงตาม :: - ผลงานแสดง - ผลงานเพลง