
ภาพจาก: www.google.com
-- วันนี้ 13 พ.ย. มีผู้เข้าชมภาพเด็กๆ(กับสุนัขตัวเบา with string attached) ครบ 5,000 ครั้งพอดี เมื่อเวลา 22:30 น. พอดีเช่นกัน หลังจากเปิด blog ได้ 13-14 วันแล้วครับ บางช่วงเวลาอาจจะ access เข้ามาไม่ได้ ต้องขออภัยด้วยครับ (พูดเหมือนเป็นเจ้าของ website เลย) และต้องขอขอบคุณคุณแชมป์ webmaster ด้วยสำหรับพื้นที่ที่ให้พักพิงครับ--
ผมคิดว่า คนไทยใจเกินร้อย ส่วนใหญ่เคยตั้งคำถามว่า การที่จะเก่งภาษาอังกฤษจนสามารถพูดได้แบบน้ำไหลไฟดับ เอาตัวรอดได้สบายในต่างแดนถ้าถูกจับไปปล่อย หรือจนถึงการทำกิจกรรมที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษแบบมีคลาสหรือดูดีหน่อยเช่นการเจรจาต่อรองธุรกิจ เราจะต้องรู้คำศัพท์มากน้อยแค่ไหน
เราจำเป็นต้องรู้คำศัพท์ใน dictionary ทั้งเล่มหรือไม่?
มันเป็นคำถามที่พยายามให้ตัวเองรู้ว่า เราต้องเดินไปไกลแค่ไหนถึงจะพอ(สำหรับผม มันสะท้อนลึกๆว่า เราท้อแท้ในการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อให้สื่อสารได้ดี)สำหรับบางคนอย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งเคยคิดจะพยายามท่อง dictionary ทั้งเล่ม ไม่ใช่แค่ว่า ให้รู้เพื่อใช้สอบ แต่เราคิดว่า จะพูดคุยภาษาอังกฤษได้แบบเหมือนเป็นเจ้าของภาษาหรือใกล้เคียง ก็น่าจะรู้คำศัพท์ใน dictionary ทั้งเล่ม โชคดีที่ผมพยายามอ่านได้แค่ 2 หน้าแล้วล้มเลิกความตั้งใจเพราะคิดว่า ปล่อยให้คนเก่งๆเขาทำจะดีกว่า อีกอย่างไม่รู้ว่า ถึงจำได้หมดทั้งเล่ม แต่ก็อาจจะนำมาใช้ไม่เป็นเหมือนกับที่เราเรียนๆกันมาเป็นสิบๆปี.........แต่ใช้ไม่ได้เลย !!!
...ทั้งๆที่เนื้อหาก็ไม่ได้หนีไปไหนเลย tense ก็ไม่ได้มีเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด...
จึงเป็นที่มาของวิธีการเรียนรู้คำศัพท์ที่เป็นระบบอันเป็นพื้นฐานการสร้าง "คลังคำศัพท์" ในสมองของเราต่อไป จริงๆแล้วในหนังสือ "Come on! เก่งอังกฤษด้วยจิตใต้สำนึก" (ประชาสัมพันธ์นิดส์นึงนะครับ) ได้รวบรวมคำศัพท์พื้นฐานที่สำคัญไว้ประมาณ 600 กว่าคำไว้แล้ว แต่ตอนนี้ที่พิมพ์เก็บไว้อยู่ใน notebook อีกตัวที่โดนบางคนยึดไปเป็น-->ตัวประกัน<-- (ไม่รู้ว่า file จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เพราะมาเข้าฝันผมบ่อยๆว่า โดนทรมานโดยการให้ติด virus)กว่าจะเอา file กลับมาได้ต้องใช้เวลานิดนึงครับ หวังว่าไม่โดนลบออก -_-" แต่ไม่ต้องห่วงครับ แต่ละคนสามารถสร้างคำศัพท์พื้นฐานเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง เพราะพื้นฐาน อาชีพการงานต่างกัน คำศัพท์พื้นฐานอาจจะแตกต่างกันไปได้
วิธีการก็คือ
1. สังเกตคำที่เราพบบ่อยครั้งในการอ่านหนังสือพิมพ์(เหมาะที่สุดเพราะหลากหลายและใกล้ตัว) แล้วรวบรวมไว้ จะพบว่า จะมีคำศัพท์ที่ใช้ซ้ำกันไม่กี่ร้อยคำ
2. สังเกตวิธีการใช้งานให้ถูกต้อง ลองฝึกใช้งานดู เช่น การอีเมล พูดกับตัวเอง ฯลฯ
3. พัฒนาคำศัพท์ใหม่จากคำศัพท์เหล่านั้น
จะเห็นว่า เราจำเป็นต้องสร้างรากฐานของคลังคำศัพท์ก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาในขั้น advanced ต่อไปโดยใช้วิธีการในข้อ 3 ซึ่งเราจะแตกคำศัพท์ออกไปโดยใช้คำคล้าย หรือตรงข้าม สำนวน ฯลฯ แต่จากประสบการณ์ของผมแล้ว 600 กว่าคำที่มีคนรวบรวมไว้ถ้ารู้จักการใช้และเข้าใจความหมายได้ลึกซึ้งก็เพียงพอสำหรับการหากินสบายๆครับ
เมื่อเราคุ้นเคยกับมันแล้ว เวลาที่เราใช้มัน ระบบสมองและจิตใต้สำนึกจะหยิบมันมาใช้เองโดยอัตโนมัติ และเรียงร้อยถ้อยคำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องแปล เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆก็คือ พอเราจะพูดออกไป จิตใต้สำนึกจะเข้าไปสู่คลังคำศัพท์ที่มีความหมายคล้ายกันและเลือกใช้คำบางคำที่เหมาะสมที่สุด(เหมาะสมในด้านความหมาย อารมณ์ ระดับของคู่สนทนา ฯลฯ)โดยอัตโนมัติในแต่ละคำของ ประธานกริยา กรรม คุณศัพท์ฯลฯซึ่งใน 600 คำศัพท์นั้น(ซึ่งมากกว่าครึ่งทุกคนรู้ความหมายอยู่แล้ว) เพียงพอที่จะคุยกับฝรั่งได้ทุกกลุ่มอาชีพ ยกเว้นว่า เราไปพูดคุยเรื่องเทคนิคบางอย่างที่เราไม่มีความรู้พื้นฐานเลย ซึ่งต่อให้พูดเป็นภาษาไทยเราก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี
เป็นไงครับ เราไม่จำเป็นต้องจำศัพท์คำศัพท์เยอะแยะมากมายเลย เหมือนเด็กในรูปที่อยากจะใช้ไข่ใบไหนก็หยิบใช้ได้เลย ที่สำคัญก็คือ หยิบให้ถูกใบละกัน
ปล.ที่ 1 อีก 10 ปีข้างหน้า ค.ศ.2015 British Council คำนวณว่า คนกว่าครึ่งโลก 3,000 ล้านคน จะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ครับ!!! ฉะนั้นเราควรจะต้องนับ 1 จริงๆ(อีกครั้ง) ตั้งแต่วันนี้ เพราะไม่ต้องรอให้เกินครึ่งหรอก เอาซัก 30% ของคนไทยพูดภาษาอังกฤษได้คล่องก็ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมากแล้ว หมายถึงความก้าวหน้าในอาชีพการงานน่ะครับ
ปล.ที่ 2 ผมมี project บางอย่าง(ไม่ใช่งาน "กฐิน" หรือ "ผ้าป่า" แน่นอน สบายใจได้ครับ)ที่กำลังคิดจะทำ ถ้าว่างๆก็สมัครเป็น member ใน http://www.bignosecity.com ไว้นะครับ ถ้า project เสร็จจะส่งข้อความไปแจ้งให้ member ทราบก่อนใครในโลก อย่างน้อยก็ทราบก่อน George Bush แน่นอน รับประกันอีกแล้ว!!!!